ข่าวประชาสัมพันธ์ นักศึกษา ป.ตรี

-- หลักสูตรระดับปริญญาตรี สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สาขาสุขภาพชุมชน และ สาขาการจัดการการเกษตรยั่งยืน เรียน 3 ปี จบ รับผู้จบ ม.6 ทุกสาขา ไม่จำกัดอายุ 60ปี ก็เรียนได้ ผู้ที่ยังไม่จบ ม.6 สามารถลงทะเบียนเรียนได้ สองรายวิชา

-- หลักสูตร ป.ตรี -- หลักสูตรแบบบูรณาการ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จิตใจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง หลักสูตรสำหรับผู้ใหญ่ แห่งเดียวของไทย ไม่เรียนแบบท่องหนังสือไปสอบ

--- ผู้ที่สนใจเรียนกับ ม.ชีวิต สามารถแจ้งความจำนงเพื่อจะสมัครเป็นนักศึกษาใหม่ ปี 2558 ที่ศูนย์ขอนแก่น โทร.087-823-3149 ทั้ง ป.ตรี และ ป.โท

---------------------------------

ข่าวประชาสัมพันธ์ นักศึกษา ป.โท

-- หลักสูตร ป.โท -- หลักสูตรที่ให้คิดแบบเชิงระบบ (System Thinking) ขับเคลื่อนทั้งองคาพยพ (Organism) สร้างนักยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน (Sustainable)

------ต้องการเรียน ป.โท ที่ จ.มหาสารคาม โทร.082-315-3500

-- ผู้สนใจศึกษาต่อ สามารถแจ้งความจำนงไว้ได้โดยกรอก ชื่อ-สกุล, อีเมล์, เบอร์โทรศัพท์ ที่ช่องส่งเมล์ ด้านขวามือ



- จ.ขอนแก่น เปิดศูนย์ที่ อ.เมือง,เขาสวนกวาง,กระนวน,ภูเวียง,ภูผาม่าน เท่านั้น จังหวัดใกล้เคียงได้แก่ มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, สกลนคร, นครราชสีมา, ชัยภูมิ-อ.คอนสาร เท่านั้น ที่อื่นนอกจากนี้ไม่ใช่ศูนย์ของ ม.ชีวิต ดูข้อมูลเพิ่มเติมของสำนักงานใหญ่ และหมายเลขโทรศัพท์ของศูนย์อื่นทั่วประเทศได้ที่แถบด้านขวามมือ


เพลงนิทานแผ่นดิน
ศ.นพ.ประเวศ วะสี แนะนำ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

facebook

facebook
คลิ๊ก: ข่าวสารและภาพกิจกรรม ป.โท ขอนแก่น-ชัยภูมิ

วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ดร.เสรี เยี่ยม ศรภ.อีสานตอนกลาง

--- ดร.เสรี บรรยายในเรื่อง "ขอนแก่น อยู่ดีมีสุข" จัดโดย สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น ที่โรงแรมเจริญธานีพริ้นเซส อ.เมือง จ.ขอนแก่น


--- นักศึกษา ม.ชีวิต บอกว่า "เราเรียนมาหมดแล้ว"


---นักศึกษาจาก คศร.กระนวน, เขาสวนกวาง และภูเวียง เดินทางมาพบ ดร.เสรี ที่ ศรภ.อีสานตอนกลาง โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน 2





---แม่พิมพ์ข้าวจี่ อันใหม่

---รอบนี้มีหมอลำมาด้วย

---ข้าวจี่เงินล้าน ก็มาเหมือนเดิม


--- ร่วมรับประทานอาหารเย็น ที่ ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง สาขาการจัดการการเกษตรยั่งยืน ต.พระลับ จ.ขอนแก่น



อุตสาหากรรม

ดร.เสรี บรรยายเรื่องการอยู่ดีมีสุขแบบวิถีเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักวางแผนจัดการชีวิต กินเป็นอยู่เป็น จะได้ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่หลงอยู่ในการบริโภคนิยมจากระบบ “อุตสาหากรรม” และพูดถึงปัญหาน้ำมันปาล์มราคาแพงในวันนี้จากการ อุตสา หา กรรม

ผมเลยลองมาคิดว่าจะมี กรรม อะไรบ้างที่เรา อุตสา หา เข้ามาใส่ตัว

-การสร้างมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้าง
-การใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างไม่ประหยัด
-การแปรรูปผลิตภัณฑ์ทำให้เกิดสินค้าที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น Trans Fat
-การโฆษณาสินค้าที่ทำให้เกิดการบริโภคเกินความจำเป็น
-เกิดการทิ้งถิ่นเพื่อไปทำงานในระบบอุตสาหกรรม ทิ้งลูกให้พ่อแม่เลี้ยง
-การปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อขายให้ได้มากๆ เมื่อลงทุนไปมาก พอพืชผลราคาตกก็ต้องออกมาประท้วงปิดถนน
-น้ำมันปาล์มแพงเพราะนักการเมืองตั้งใจให้มันแพง และประชาชนก็หาทางออกเองไม้ได้ - ยาง น้ำมันปาล์มในสังคมไทยที่ไม่มีฐานความรู้


ระบบอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเพราะประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น ระบบทุนนิยมไม่ได้ผิดอะไร แต่อยู่ที่ประชาชนจะจัดการให้ตัวเองอยู่รอดในโลกทุนนิยมได้อย่างไร และไม่ อุตสา หา กรรม ให้ตัวเองมากเกินไป


By LU KK


---ป้ายประชาสัมพันธ์ประกาศรับนักศึกษาใหม่ ม.ชีวิต ปีการศึกษา 2554 ที่สี่แยกประตูเมือง จ.ขอนแก่น

---นักศึกษาสาขา การจัดการระบบสุขภาพชุมชน คศร.ม.ชีวิต นครขอนแก่น



ปัญญา เรณู
เรื่องรักไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แด่เจ้าตัวเล็กอยากมีรัก จะเป็นยังไง เมื่อหนุ่มน้อยบ้านนา ต้องเลือกระหว่างสาวหน้าใสจากเมืองกรุง กับขาใหญ่ตุ้ยนุ้ยประจำทุ่ง เรื่องวุ่นๆ ของรักรุ่นเล็กจึงเกิดขึ้น
ภาพยนตร์รักใสๆ ของวัยกระเตาะ ที่จะทำให้หัวใจคุณ กลับเป็นเด็กอีกครั้ง


วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สวนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ)



ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ)

สมเด็จพระพุฒาจารย์ มีนามเดิมว่า อาจ ดวงมาลา เกิดที่บ้านโต้น อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๖ เป็นบุตรนายพิมพ์ และ นางแจ้ ดวงมาลา เป็นบุตรคนที่ ๒ ในจำนวนบุตร ๔ คน และบุตรี ๒ คน

ได้รับการศึกษาเบื้องต้นในสำนักพระอาจารย์หนู และพระอาจารย์ใส ที่วัดศรีจันทร์ ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านโต้น พ.ศ.๒๔๕๙ อายุ ๑๔ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดศรีจันทร์ พระอาจารย์หนูเจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้ศึกษาเล่าเรียนหนังสือธรรม แบบอักษรภาคอีสานซึ่งจารึกอยู่ในใบลาน จนมีความรู้ความสามารถพอที่จะสอนคนอื่นได้ อายุ ๑๖ ปี ได้สมัครเข้ารับการอบรมวิชาครูพิเศษ ๖ เดือน ที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยาคาร (ขอนแก่นวิทยายน) ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดขอนแก่น จนสามารถสอบไล่ได้วิชาครูเทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ และได้บรรจุเป็นครูที่โรงเรียนประชาบาลวัดกลาง ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น

ต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๓ ขณะมีอายุ ๑๘ ปี ได้ลาออกจากครูประชาบาล แล้วมุ่งสู่กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและวิชาการด้านอื่นๆ โดยการเดินทางด้วยเท้าจากขอนแก่นเป็นเวลาถึง ๙ วันจึงถึงจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นต้นทางรถไฟเข้ากรุงเทพฯในสมัยนั้น ร่วมกับคณะอีก ๔ รูป เมื่อเดินทางถึงกรุงเทพฯแล้ว ปีแรกได้เข้าพำนักอยู่วัดชนะสงคราม และได้เข้าไปรับการศึกษาพระปริยัติธรรม ณ สำนักเรียนวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ ปีที่ ๒ จึงย้านเข้ามาอยู่ในวัดมหาธาตุฯ

พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดมหาธาตุฯ โดยท่านเจ้าคุณพระธรรมไตรโลกาจารย์ เขมจารีมหาเถร เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านเจ้าคุณพระญาณสมโพธิเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และท่านเจ้าคุณศรีสมโพธิ์เป็นพระอนุสาวนาจารย์

การศึกษา.

ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระศรีสุธรรมมุนี และเลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธรรม ชั้นหิรัญบัฏ ที่พระพิมลธรรม ได้รับสมณศักดิ์ ตำแหน่งอัครมหาบัณฑิต จากรัฐบาลพม่า และเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระพุฒาจารย์

ผลงานและประสบการณ์.

งานการปกครองคณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธนา
พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นสมาชิกสังฆสภา
พ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค ๔
พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา
พ.ศ. ๒๔๙๑ เป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ และสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง
พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นสังฆปาโมกข์ ฝ่ายพระอภิธรรมปิฎก สังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎกฉบับหลวง เฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบนักษัตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙

งานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
เป็นพระเถระผู้ใฝ่ในความเจริญงอกงามของพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายปริยัติและปฏิบัติ ผลงานของพระเดชพระคุณได้ขจรกระจายไปทั่วโลก และได้สร้างความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ เช่นประเทศพม่า อินเดีย ศรีลังกา อังกฤษ และอเมริกา เป็นต้น อันเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่ไปทั่วทุกมุมโลก

สมเด็จพระพุฒาจารย์ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ เวลา ๑๑.๑๕ นาฬิกา ณ โรงพยาบาลสยาม กรุงเทพมหานคร รวมอายุได้ ๘๖ ปี กับ ๑ เดือน


ที่มา
http://202.143.137.109/somdej/ars111111.html




......มีคนกระซิบผู้มีอำนาจในสมัยกึ่งพุทธกาลว่า “ให้ระวังพระพิมลธรรมรูปนี้ไว้ให้ดี เพราะในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา พระพิมลธรรมเคยทำการปฏิวัติล้มล้างกษัตริย์สำเร็จมาแล้ว” อันธรรมดาว่าคนมีอำนาจ เมื่อจะมีอะไรมาสั่นทอนกำลังก็ย่อมลังเลสงสัย กลายเป็นความหวาดระแวงไป ในที่สุดรัฐบาลเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ได้ชิงฆ่าพระพิมลธรรมเสียก่อน ด้วยความหวาดกลัวในศักยภาพของพระพิมลธรรมนั่นเอง ข้อหา “ยุยง แนะนำเสี้ยมสอน โฆษณาชวนเชื่อ และมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ บ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร” คือข้อหาครอบจักรวาลที่รัฐบาลเผด็จการซึ่งหนุนหลังโดยคนนุ่งเหลืองห่มเหลืองกังฉินเป็นถึงระดับสมเด็จพระสังฆราช ได้ร่วมกันทำลายพระมหาเถระ ผู้สร้างคุณูปการแก่พระพุทธศาสนาในเมืองไทยอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาพระมหาเถระทั้งปวงในอดีต

มีคำอาฆาตจากสังฆนายกในสมัยนั้นว่า “จะทำพระพิมลธรรมให้เป็นพระมหาอาจ แล้วจะทำพระมหาอาจให้เป็นนายอาจในที่สุด” และสังฆนายกองค์นี้แหละ ที่เคยปรามาสพระพิมลธรรมไว้ต่อหน้า ขณะพาพระภิกษุผู้กำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศไปกราบลาว่า “ท่านพิมลธรรมเอ๋ย ท่านจะเอาดีไปถึงไหน การพระศาสนาในเมืองไทยเราดีที่สุดอยู่แล้ว” สังฆนายกองค์นี้เช่นเดียวกัน ที่ภายหลังได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ท่านเดินทางไปประชุมต่างประเทศ แต่ท่านพูด-อ่าน-ฟัง ภาษาอังกฤษไม่ได้ ต้องเอียงหน้าถามบริวาร ครั้นได้ทราบว่าเขาพูดอะไร จะหัวเราะก็หัวเราะไม่ออก ด้วยพระอัจฉริยภาพจึงกล่าวว่า มีช่วงหนึ่งผู้เข้าร่วมประชุมบางท่านได้กล่าวติดตลกขึ้น ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ได้ปรบมือและหัวเราะกันเต็มห้องประชุม แต่สมเด็จพระสังฆราชของไทยที่อวดว่าการพระศาสนาของเราเจริญที่สุดในโลกกลับฟังไม่รู้เรื่อง ต้องเอียงหน้าถามบริวาร ครั้นไ้ดทราบว่าเขาพูดอะไร จะหัวเราะก็หัวเราะไม่ออก ด้วยพระอัฉริยะภาพจึงกล่าวว่า

“หัวเราะทีหลัง ขายขี้หน้าเขา” ต่อจากนั้นจึงทรงกลับพระทัยส่งเสริมให้พระเณรศึกษาภาษาต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นทรงขัดขวางและทำลายพระพิมลธรรมมาแล้ว เรื่องนี้ยาวมาก เป็นคดีประวัติศาสตร์ในพระพุทธศาสนาที่น่าศึกษาที่สุด จะว่าหนูล้มช้างก็ว่าได้ เพราะผลปรากฏในภายหลังว่าคณะสังฆมนตรี นับถึงสมเด็จพระสังฆราชในสมัยนั้นต่างใช้อำนาจผิด หรือทำนอกเหนืออำนาจทั้งสิ้น แต่ก็อย่างว่าแหละท่าน เมื่อคนส่วนใหญ่ทำผิดก็ย่อมจะกลายเป็นถูก แต่ถ้าคนส่วนน้อยทำถูก ก็ไม่แน่นักว่าจะถูกจริง ทั้งนี้เพราะมิได้ใช้พระธรรมวินัยอย่างซื่อสัตย์ซื่อตรง เอาแต่เล่นพรรคเล่นพวก เห็นประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ของพระศาสนาโดยรวม แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีให้เห็นดื่นไป

อ่านต่อ
http://birdeyeview.multiply.com/journal/item/11/11



สวนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ)
ต.บ้านโต้น อ.พระยืน จ.ขอนแก่น

ได้เปิด เครือข่ายศูนย์เรียนรู้ ม.ชีวิต สวนสมเด็จพระพุฒาจารย์
โดยเปิดหลกสูตร ป.ตรี สาขา สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น, การจัดการระบบสุขภาพชุมชน และ การจัดการการเกษตรยั่งยืน

ผู้สนใจสมัครเรียนที่อยู่ในพื้นที่ อ.พระยืน อ.มัญจาฯ อ.ชนบท สามารถสมัครด้วยตนเองได้ที่ คศร.สวนสมเด็จฯ หรือ ที่ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ต.พระบุ อ.พระยืน จ.ขอนแก่น





หลวงพ่อ ท้องล้วน ศิริจันโท
เจ้าอาวาส สวนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ)

ได้สนทนาธรรมกับคณะของ ม.ชีวิต ศรภ.อีสานตอนกลาง (ขอนแก่น)

คนไม่ไปไหน คือผู้รู้
คนที่เดินทางไกล คือคนที่ไม่รู้อะไรเลย
---เล่าจื้อ

ผู้รู้ คือ ผู้ที่รู้ลมหายใจเข้าออกของตัวเอง
คนที่เดินทางไกล คือ ยังไม่รู้จักตนเอง ยังไม่หยุดแสวงหา
หลวงพ่อ อธิบาย

ไปวัด ไปปฏิบัติธรรม
ปฏิบัติธรรม คือไปทำอะไร?? หลวงพ่อ ถาม

ไปวัด ต้องไปเพื่อให้ได้รู้
ไปปฏิบัติธรรม แล้วไม่ได้รู้ ถือว่ายังไม่ได้รู้ถึงธรรมะ
เพียงการสวดมนต์ จะไม่ได้ทำให้รู้

โรงพยาบาล เป็นที่รักษาทางกาย
วัด เป็นที่รักษาทาง จิตวิญญาณ







---รูปหล่อ สมเด็จพระพุฒาจารย์ อาจ อาสภมหาเถระ




เรียนเชิญประชาชนมาร่วมสร้างศาลาปฏิบัติธรรมและศาลารูปหล่อ สมเด็จพระพุฒาจารย์ อาจ อาสภมหาเถระ บนพื้นที่ 77 ไร่

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

นโยบาย ล่างขึ้นบน



นโยบายแบบ ล่าง ขึ้น บน

การเมืองระดับประเทศ ของเราในขณะนี้ ไม่อาจจะแก้ปัญหาของชาติได้ เพราะ ทั้งความวุ่นวายทางการเมือง และการไม่สามารถตอบสนอง หรือเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนได้

การสร้างบ้าน สร้างตึก ต้องสร้างจากฐาน แล้วขึ้นไปถึงยอด

การพัฒนาชาติ ต้องพัฒนาจาก ระดับครอบครัวและชุมชน เมื่อท้องถิ่นพัฒนา สังคมและประเทศชาติก็พัฒนา

ตามแนวคิดนี้ นโยบายของรัฐบาล จะไม่สามารถตอบสนองความต้องการ หรือแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ เหมือนการจัดอาหารในงานโต๊ะจีน อาหารถูกจัดมาเป็นชุดแล้วโดยผู้จัดงาน เปลี่ยนไม่ได้ ก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่า ผู้กิน อยากจะกินหรือป่าว เป็นการจัดสรรมาจากข้างบนลงมาข้างล่าง

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นร้านอาหารตามสั่ง ผู้กินจะเป็นคนเลือกเองว่า อยากจะกินอะไร ไม่อยากกินอะไร อะไรกินแล้วมีประโยชน์กับครอบครัว ญาติพี่น้อง ของเขา แต่คนจ่ายเงินค่าอาหารคือ รัฐบาล

ชุมชุนท้องถิ่น จะรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร เขาขาดอะไร ตัวอย่างเช่น ตลาดสามชุก 100 ปี ที่สุพรรณบุรี จะถูกรื้อถอนอาคารไม้เก่าทิ้งไปทั้งหมด และจะสร้างตึกใหม่ขึ้นมาแทน บนพื้นที่ที่เป็นของรัฐ แต่ชุมชนชาวสามชุกไม่ยอม จึงได้ร่วมกันคัดค้าน และรักษาตลาด 100 ปีนี้ไว้ได้ คือนึกจะรื้อก็รื้อ ไม่ได้ถามประชาชนว่า พวกเขาอยากจะให้ทำหรือป่าว ไปคิดแทนพวกเขาหมด

นอกจากนี้ ก็จะมี แนวคิดแบบ ใน ไปสู่ นอก คือ พัฒนาครอบครัว ชุมชนก่อน แล้วจึงขยายขอบเขตไปสู่สังคมที่ใหญ่ขึ้น และไปสู่ระดับชาติ

เมื่อชุมชนได้รับการเรียนรู้ ได้อยู่ร่วมกันแบบพึ่งพากัน ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ก่อให้เกิด ความเข้มแข็ง และพลัง ที่จะต่อสู่กับโลกทุนนิยม ไม่ต้องกลัวที่จะต้องเผชิญกับ FTA ที่รัฐ ทำโดยไม่ได้ให้ข้อมูล เพื่อให้เกษตรกร พ่อค้า ได้เตรียมพร้อมที่จะรับกับผลที่จะเกิดจากมัน

การดำเนินงานอันใด ควรทำจาก เล็ก ไป ใหญ่ อย่าไปกู้เงินก้อนใหญ่มา แล้วถ้ามันพลาดก็หมดตัว เริ่มจากสิ่งที่ทำกินเองใช้เองก่อน อย่าทิ้งการปลูกข้าว ถึงแม้จะปลูกพืชเชิงเดี่ยวอยู่ ก็ควรเหลือพื้นที่ไว้ปลูกข้าวบ้าง ถ้าราคาพืชผลอื่นไม่ดี คุณก็ยังมีข้าวกิน ถ้าทำแล้วเหลือก็ขาย ถ้าสินค้าใดดีพอที่จะออกสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ก็ค่อยปล่อยสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น ไม่ต้องทำมากเกินความต้องการของตลาด ไม่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันทั้งตำบล เมื่อขายได้มาก ก็พัฒนาให้เป็น OTOP ส่งขายออกสู่ตลาดระบบชาติได้

เล็ก ไป ใหญ่, ใน สู่ นอก และ ล่าง ขึ้น บน

รัฐ ควรให้ท้องถิ่นได้คิดเองทำเองให้มากที่สุด หน้าที่ของรัฐ คือ จัดสรรงบประมาณลงมา ตรวจสอบประเมินผล และเป็นเหมือนพี่เลี้ยงคอยพลักดัน ดูแล ให้การดำเนินงานเป็นไปตามแนวทางที่พวกเขาได้ร่วมกันคิดไว้

“ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง ชาติพัฒนา”


By LU KK




เพลง เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เยี่ยม ศรภ.มหาสารคาม ร้อยเอ็ด







---เยี่ยม คศร.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม




---เยี่ยม คศร.เหล่าหลวง อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด












---เยี่ยม ศูนย์สมเด็จพระพุฒาจารย์ อ.พระยืน จ.ขอนแก่น








---เยี่ยม คศร.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น