ข่าวประชาสัมพันธ์ นักศึกษา ป.ตรี

-- ศูนย์การเรียนรู้เพื่อปวงชนร้อยเอ็ด เปิดหลักสูตร ในระดับปริญญาตรี สาขา สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สาขาสุขภาพชุมชน และ การจัดการการเกษตรยั่งยืน เรียน 3 ปี จบ
-- รับผู้จบ ม.6 ทุกสาขา ไม่จำกัดอายุ 60ปี ก็เรียนได้ ผู้ที่ยังไม่จบ ม.6 สามารถลงทะเบียนเรียนได้ สองรายวิชา

-- หลักสูตร ป.ตรี -- หลักสูตรแบบบูรณาการ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จิตใจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง หลักสูตรสำหรับผู้ใหญ่ แห่งเดียวของไทย ไม่เรียนแบบท่องหนังสือไปสอบ ศรป.ขอนแก่น โทร. 091-130-2093

---------------------------------

ข่าวประชาสัมพันธ์ นักศึกษา ป.โท

--- ประกาศ!!! รับนักศึกษาใหม่ ปี 2557 - หลักสูตร ป.โท -- หลักสูตรที่ให้คิดแบบเชิงระบบ ขับเคลื่อนทั้งองคาพยพ (Organism) สร้างนักยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โทร.083-144-6998


-- ผู้สนใจศึกษาต่อ สามารถแจ้งความจำนงโดยกรอก ชื่อ-สกุล, อีเมล์, เบอร์โทรศัพท์ ที่ช่องส่งเมล์ ด้านขวามือ - เปิดเรียน มิถุนายน 2557

-- นอกจากจะเป็นการให้บริการทางการศึกษาแล้ว หลักสูตรนี้ต้องการสร้างอาจารย์เพื่อรองรับนักศึกษา ป.ตรี ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 100 ศูนย์ ซึ่งต้องมีอาจารย์ผู้สอนประมาณ 500 ท่าน ในแต่ละภาคการศึกษา


เพลงนิทานแผ่นดิน
ศ.นพ.ประเวศ วะสี แนะนำ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

facebook

facebook
คลิ๊ก: ข่าวสารและภาพกิจกรรม ป.โท ขอนแก่น-ชัยภูมิ

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ศรร.นครขอนแก่น ลงแขกทำนา

------ทำพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้นครขอนแก่น มหาวิทยลัยชีวิต อย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2553


การทำนาในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมเพื่อให้ได้เรียนรู้การทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ โดยนักศึกษาผู้ที่ทำนาเป็น พานักศึกษาและอาจารย์ที่ไม่เคยดำนามาก่อน ให้ได้มีประสบการณ์อันนี้ ที่ไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก สำหรับชุมชนคนเมือง


--------แม่อุบลและคณะ ร้องหมอลำ คลอไปกับการดำนา

การดำนากับหมอลำ ภาษาอีสานเรียกว่า "งันกัน" แปลว่า ฉลอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ดำนาไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะหมอลำจะทำให้สนุกสนาน

------ ดร.นิรุต อุทธา อาจารย์ประจำศูนย์ฯ ให้สัมภาษณ์กับ KTV เคเบิลทีวี ของ จ.ขอนแก่น


---------- คุณพ่อแดง นักศึกษา ม.ชีวิต อายุ 66 ปี


----- อาจารย์ ทรงกฏ ดีนาง ผู้ประสานงาน ม.ชีวิต ภาคอีสาน ร่วมลงดำนา


-------- คุณเหมี่ยว เลขาฯ และ ผอ.ศรร.นครขอนแก่น สุจิตรา อุทธา




------ อาจารย์ เทวา ไร่สูงเนิน จาก ศรร.ม.ชีวิต อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น มาให้กำลังใจข้างแปลงนา


---ฟ้าฝน เป็นใจให้เรามาก ก่อนเริ่มงานฝนยังตกอยู่ พอเราเริ่มจะดำนาฝนก็หยุดพอดี และมาตกอีกทีตอนเรากินข้าวเที่ยงกัน



LEAP YEAR

สาวอเมริกัน คบกับแฟนหนุ่มมา 4ปี เธอคิดว่ามันเป็นระยะเวลาที่สมควรจะถึงเวลาแต่งงานแล้ว แต่แฟนหนุ่มก็ยังไม่เห็นว่ายังไง

วันนึงเธอเปิดดูเว็บไซด์ พบข่าวเทศกาลของเมืองดับบลิน ประเทศไอร์แลนด์ ผู้หญิงขอแต่งงานกับผู้ชาติได้ ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ของทุกๆ 4 ปี

เธอจึงตัดสินใจจะไปหาแฟนหนุมที่ไอร์แลนด์เพื่อขอเขาแต่งงาน (แฟนเธอไปทำงานที่นั้น) แต่เนื่องจากมีพายุหนักในระหว่างการบิน เครื่องบินจึงต้องลงที่ประเทศเวลส์ และพายุหนักมากจึงไม่สามารถมีเที่ยวบินใดบินได้ เธอจึงเดินทางต่อโดยทางเรือ และเข้าพักที่ร้านอาหารเล็กๆ ของชายหนุ่มคนนึง

เธอได้ว่าจ้างเขาให้ขับรถไปส่งที่เมืองดัลบลิน และเรื่องราวของหนังก็เกิดในช่วงนี้เอง

ถึงนาทีสุดท้าย คุณว่าเธอจะเลือกแฟนหนุ่ม หรือ หนุ่มไอร์ลิสบ้านนอกคนนั้น

เป็นหนังรักโรแมนติก กับฉากธรรมชาติสวยงามของชนบทในประเทศไอร์แลนด์


ในสารคดี Huge Moves ที่ได้ลงไปคราวก่อน คนอเมริกันชอบบ้านเก่า ถึงขนาดต้องย้ายทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น โรงนาเก่า คอกม้าเก่า ไปพร้อมกับบ้านเก่า หรือถ้าย้ายต้นไม้ใหญ่ไปได้ด้วย พวกเขาก็จะทำ

ผมคิดว่า พวกเขาก็ไม่อยากจะอยู่ในเมืองใหญ่ ซักเท่าไหร่หรอก ถ้าไม่จำเป็นต้องทำมาหากิน

… …


เพื่อนผมทำกิจการร้านเบ็ดเตร็จ เป็นอาคารห้าคูหา ที่ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ขายสินค้าหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะป็น ข้าวสาร น้ำตาล ท่อประปา ปุ๋ย เคมีเกษตร และมีอีกหลายร้อยรายการ

มีลูกค้าแม่กับลูกเข้ามาในร้าน ซึ่งก่อนออกจากบ้าน แม่บอกลูกชายว่าจะพาไปโลตัส ใน จ.ขอนแก่น แต่มาแวะซื้อของก่อน และลูกชายของเธอยังไม่เคยไปโลตัสมาก่อน

ขณะที่ แม่กำลังซื้อของเล็กๆน้อยๆ ในร้านเพื่อนผม ลูกชายของเธอก็ถามขึ้นมาว่า

“อิแม่ อิแม่ นี้ติ โล่ตัส” (พูดสำเนียงอีสาน)


By LU KK


Leap Year




วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

มือซ้าย และ มือขวา




มือขวา เขียนหนังสือ วาดรูป เขียนกวี ทำอะไรต่างๆ มากมาย แต่ไม่เคยต่อว่า มือซ้าย ว่าไม่ค่อยได้ช่วยทำอะไร และมือซ้าย ก็ไม่เคยรู้สึกว่าตน มีปมด้อย หรือ ต่ำต้อยกว่ามือขวา แต่อย่างใด

วันนึง มือขวาถือฆ้อน ต้องการตีตะปู โดยมือซ้ายจับตะปูไว้
ด้วยความทีใจไม่ได้จดจ่อกับการตีตะปู มือขวาจึงตีตะปูพลาดไปโดนมือซ้าย

มือขวา รู้แน่ว่ามือซ้ายต้องเจ็บปวดไม่น้อยเลย มือขวาจึงกุมไปที่มือซ้าย ด้วยความเป็นห่วง
และมือซ้ายก็ไม่ได้กล่าวโทษมือขวาแต่อย่างใด และก็ไม่คิดจะเอาฆ้อนไปตีมือขวาเพื่อเอาคืน

ทั้งมือซ้ายและมือขวา ต่างรู้หน้าที่ของตนเอง ไม่คิดจะชิงดีชิงเด่นกัน เพราะมือซ้ายและมือขวาต่างก็ต้องมีกันและกัน ต้องสามัคคีกัน พี่น้องและครอบครัว ก็ควรเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

(ถอดความเอาใจความสำคัญ ซึ่งจะไม่เหมือนกับทุกคำพูดของท่าน ติช นัท ฮันห์)

เป็นคำสอนที่นอกจากจะได้ในเรื่อง ความรักและความสามัคคีแล้ว ก็จะทำให้ได้เข้าใจคำว่า “อนัตตา” หรือ ความไม่มีตัวตน ไม่ยึดมั่นถือมั่น นั้นเอง ไม่มีสิ่งใดดีไปกว่ากัน หรือ มีค่ามากกว่ากัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พิธีกร คุณสุทธิชัย หยุ่น ต้องการชี้ให้เห็น

ที่มา รายการ ZEN 2010


ชีวประวัติ ท่านติช นัท ฮันห์







vdo ตอนอื่นๆ


ในช่วงก่อนหน้านี้ที่ ม.ชีวิต ยังไม่ได้ผ่านการเห็นชอบจาก สกอ. มีศูนย์เรียนรู้แห่งนึง ส่งอีเมลเพื่อให้กำลังใจกับ ดร.เสรี ในการดำเนินการเปิด ม.ชีวิต ซึ่งโดยสถานการณ์แล้ว ดร.เสรี จะต้องให้กำลังกับศูนย์เรียนรู้มากกว่า เพราะ ศรร. ทั้งหมดอาจจะค่อยๆ หมดกำลังใจและเลิกทำ ม.ชีวิตไป

แต่ตรงกันข้าม ศรร. แห่งนั้นกับมีกำลังใจและพลังที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ต่อไป และกลัวว่า ดร.เสรี จะเหนื่อยจากการทำงานหนัก ซึ่งอีเมลนั้นก็มีข้อความให้กำลังใจกับ ดร.เสรี และลงท้ายจดหมายด้วยวลีที่ว่า

“การเดินกลับไปทางเก่า เท่ากับเดินทางต่อ”
---ติช นัท ฮันห์


By LU KK







วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โมเดล รอด พอเพียง ยั่งยืน


พึ่งตนเองได้ ช่วยคนอื่นได้

ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง

รอด พอเพียง ยั่งยืน


วลี ที่เป็นแนวคิดของ ม.ชีวิต เป็นตัวบอกถึงเป้าหมาย ว่าต้องการให้เกิดอะไรขึ้นกับชุนชนและสังคมของเรา

การเปิด ม.ชีวิต ทำเพื่อให้ความรู้ในระดับปริญญากับคนวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นใคร อาชีพไหน อายุไม่จำกัด เป้าหมายตามข้างต้น คือ เพื่อให้คนมีความรู้ คิดเอง ทำเองได้ พึ่งตนเองได้ และเมื่อมีกำลังพอ ก็สามารถช่วยคนอื่นได้

เมื่อมีคนมีความรู้มากขึ้น ชุมชน และสังคม ก็เข้มแข็ง สามารถจัดการทรัพยากร จัดการให้สังคมมีคุณภาพได้ ด้วยการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน

เมื่อแต่ละครัวเรือน จัดการกับสภาพเศรษฐกิจของตนเองได้ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป้าหมายระดับสูง ที่ ม.ชีวิต คาดหวังไว้ คือ ความเป็นอยู่ของสังคมที่ดี ที่สมบูรณ์ อย่างยั่งยืน

สาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น
เป็นการเรียนรู้ในการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น คน เงิน ดิน น้ำ อากาศ ศิลปะ วัฒนธรรม องค์ความรู้ของท้องถิ่น ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ เกิดการรวมกลุ่มของคนในชุมชน เกิดกลุ่มออมทรัพย์ เกิดวิสาหกิจชุมชน ชุมชนสามารถผลิตวัตถุดิบต่างๆ เองได้ มีแหล่งอาหารเพียงพอแก่ชุมชน

สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชุมชน
จะเรียนรู้ในการ จัดการเทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้กับชุมชน เพื่อช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพ ช่วยจัดการการใช้พลังงานในท้องถิ่น

ส่วนสาขาสุขภาพชุมชน
จะสร้าง อาสาสมัครสาธารณสุข ที่มีความรู้มากขึ้น สามารถดูแลเรื่องสุขภาพอนามัยของชุมชนได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น มีการจัดการด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบ ทำให้ชุมชนกินเป็น อยู่เป็น

เมื่อคนในชุมชน สามารถบริหารจัดการชุมชนของตนเองได้เอง ก็จะทำให้สังคมดีขึ้น คนไม่เป็นหนี้ สุขภาพแข็งแรง เศรษฐกิจของครอบครัวและชุมชนดี มีการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ไม่ทำลายคน และสิ่งแวดล้อม

จากที่ต้องพากันออกมาประท้วง ชุมชนก็พึ่งตนเองได้ จากที่เคย อยู่ไม่รอด ก็จะ รอด แล้วเมื่อมีการร่วมมือกันอย่างต่อเนื้อง สังคมก็จะดีและสมบูรณ์ อย่างยั่งยืน สืบต่อไปจนถึงลูกหลาน

ส่วนระดับปริญญาโท จะสร้างนักพัฒนา นักยุทธศาสตร์ เพื่อวิจัย วางแผนยุทธศาสตร์ห้กับชุมชน เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ทำให้การพัฒนาชุมชนเป็นไปอย่างมีทิศทางที่เหมาะสม


ตัวอย่าง ของกิจกรรม ที่ทำให้ รอด และ พอเพียง

กลุ่มออมทรัพย์
เมื่อชุมชนมีกองทุนเป็นของตัวเอง ก็สามารถจัดการเรื่อง เงินทอง ได้เอง ให้กู้ได้เอง โดยไม่ต้องไปง้อธนาคาร ดอกเบี้ยก็ถูกกว่า มีเงินออมของตนเอง แถมสิ้นปียังได้เงินปันผลอีกต่างหาก ซึ่งไม่มีทางที่จะได้จากธนาคาร และยังมีสวัสดิการของชุมชนเองด้วย ค่ารักษาพยาบาล เบี้ยชราภาพ ช่วยค่าเล่าเรียนลูกหลาน และอื่นๆ ตามที่ชุมชนต้องการ ไม่ต้องรอว่า รัฐสวัสดิการ จะเกิดจริงหรือป่าว

หนังสือ กองทุนหมู่บ้าน ได้รวบรวม กลุ่มออมทรัพย์ของชุมชนต้นแบบ เอาไว้ทั่วประเทศ คือสิ่งที่กล่าวมาได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่เป็นเพียงคำกล่าวอ้างแบบไม่มีตัวตน ซึ่ง ม.ชีวิต ได้นำมาเป็นต้นแบบ ในการทำหลักสูตรของ ม.ชีวิต ขึ้นมา และถ่ายทอดสู่ชุมชนต่างๆ


ตัวอย่างใน หน้า 45
ต.น้าหว้า อ.จะนะ มีสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มี 80 กองทุน และสวัสดิการทุกอย่าง เช่น
กองทุนเยาวชน บัตรสุขภาพ สังกะสี ปุ๋ย อาหารนักเรียน ยาไก่ ยาโค หีบศพ โรงศพ ร้านค้า โต๊ะ เกาอี้ ร้านอาหาร โรงสี น้ำดืม ร้านเสริมสวย ค่ารักษาพยาบาล ชมรมคนชรา ศึกษาอบรม ส่งเสริมอาชีพ ฯลฯ

ก่อตั้งมาตั้งแต่ ปี 2520 ปัจจุบันมีสมาชิก 1,400 คน มีเงินออมและเงินทุนหมุนเวียน 27 ล้านบาท

สุดยอดมั๊ยละครับ คือ เป็นทั้ง สหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนและวิสาหกิจชุมชน หาคำจำกัดความไม่ได้ แต่ละกองทุน จะมีเงินสะสมเป็นของกองทุนนั้นเอง ไม่ได้เอามาปนกัน เป็นไง บริษัทใหญ่ๆ ยังจัดการไม่ได้ยังงี้เลยครับ ดูอย่าง กองทุนสังกะสี เฉพาะเจาะจงเป็นอย่างเดียวเลย

วิสาหกิจชุมชน
ชุมชนระดมสมองและสองมือ พอรวมกันก็มีเป็นร้อยมือ ร้อยสมอง สามารถแสวงหาทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเองที่จะนำมาทำประโยชน์ได้ ลดความเสี่ยงจากการลงทุนทำกิจการเองเพียงลำพัง และเมื่อกิจกรรมที่ทำสามารถทำเงินได้ กิจการก็เติบโต และมีปันผลสินปีให้สมาชิกเช่นกัน


ตัวอย่าง วิถีชีวิต รอด พอเพียง

สามี ตื่นเช้า อาบน้ำ ขับถ่าย เรียบร้อย (ถ้าไม่ได้ ขับถ่ายทุกวัน แสดงว่า การขับถ่ายไม่ดี)

กินอาหารที่ทำเอง เน้นผักและปลา ดื่มน้ำสะอาด ข้าวปลูกเอง ไม่ต้องซื้อ ปลาและผัก มีหลังบ้าน ผลไม้ก็พอมีบ้าง และใช้ Bio gas จากมูลวัว หุงต้มอาหาร

ออกไปทำนาด้วย รถกระบะ และเครื่องคูโบต้า ที่ใช้ไบโอดีเซล ทำเอง

มีปุ๋ยอินทรีย์ รถเกี่ยวข้าว โรงสีชุมชน ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมทั้ง น้ำดืม ด้วย

เอาเงินจากกองทุน ไปจ่ายค่าเรียนลูก

ภรรยา เป็น อสม. ปั่นจักรยาน ออกเยี่ยมชุมชน พร้อมกับเยาวชนกลุ่มรณรงค์งดเหล้า ถ้างดเหล้า บุหรี่ ได้สุขภาพก็จะกลับมาดี ค่าใช้จ่ายก็ลดลง งดการพนัน ก็มีเงินเหลือเก็บ

และตอนบ่าย ภรรยาเข้าร่วมประชุมกับ กองทุนสุขภาพของชุมชน

ลูกดูทีวี โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ หรือ จากกังหันลม ของชุมชน พัดลมและหลอดไฟในบ้านก็เช่นกัน

ตอนเย็น พ่อ แม่ ลูก ออกกำลังกายด้วยกัน – ทำได้วันละนิด ก็ยังดีครับ แต่ทำให้สม่ำเสมอ จำเป็นมากครับ ที่เราต้องออกกำลังกาย เป็นยารักษาโรคที่ดีที่สุดเลย

สำหรับวันนิ้ นอกจากค่าเล่าเรียนลูก ที่ต้องจ่ายไปแล้ว จะได้จ่ายอีกอย่างตอน สามีใช้มือถือตามภรรยากลับบ้าน ถ้าไม่อยากจ่าย ต้องใช้การจุดพลุส่งสัญญาณแทน ค่าอาหารสามมื้อ ไม่ได้จ่ายเพราะทำกินเอง วัตถุดิบมีที่หลังบ้าน อย่างตอนมื้อเที่ยงของภรรยา ก็ได้จากทุกคนที่มาประชุมเอาอาหารมาจากบ้าน และกินร่วมกัน

ถึงเวลาเข้านอน โดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ระบบทางเดินหายใจปลอดโป่งโล่งสบาย เพราะนอนใน บ้านดิน ที่อากาศเย็นสบาย

คนเมือง ก็เป็นชุมชนพอเพียงได้นะครับ อย่างของ ศรร. นครขอนแก่น อยู่ใน อ.เมือง จ.ขอนแก่น เราได้จัดตั้ง กลุ่มออมทรัพย์ และ วิสาหกิจชุมชนแล้ว และนักศึกษาก็เริ่มปรับตัว และเริ่มใช้ชีวิตแบบพอเพียง

----คนเมืองพอเพียง โมเดล



กิจกรรมเพื่อ ความพอเพียง


การมีไบโอดีเซลใช้เอง

ขั้นตอนการผลิตไบโอดีเซล
http://www.planenergy.co.th/node/22


การมีก๊าสชีวภาพ (Bio gas) ใช้เอง
http://www.bankaset.com/2009/07/แก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์ท/



การใช้พลังงานแสงอาทิตย์

http://www.komchadluek.net/detail/20100527/60705/บ้านข้าวหอมนิลใช้พลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรก.html


http://variety.thaiza.com/หมู่บ้านพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกในไทย-183604.html


กังหันลมผลิตไฟฟ้า

http://www.en.mahidol.ac.th/thai/news/2008/06/05_8.html



การทำปุ๋ยใช้เอง

ปุ๋ยหมักอัดเม็ด




ท่านคิดว่าถ้าทำได้ตามนี้ ค่อยทำที่ละอย่าง ท่านคิดว่าจะทำให้ท่านและชุมชน "รอด" ได้หรือไม่ ครับ


By LU KK


วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อนุภาคนาโน กับพืช


อนุภาคนาโนส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช

(เวฬุรีย์ ทองคำ)

การศึกษาเกี่ยวกับอนุภาคนาโนที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของพืช รวมทั้งปริมาณอนุภาคนาโนที่สามารถเข้าสู่พืชได้นั้น เป็นหัวข้อสำคัญในการสำรวจผลกระทบของอนุภาคนาโนต่อสิ่งแวดล้อม จากรายงานผลการวิจัยพบว่าอนุภาคนาโนบางชนิดส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของพืช ในงานวิจัยที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ได้ทำการศึกษาผลของท่อนาโนคาร์บอนต่อการเจริญเติบโตของพืช และพืชที่ใช้ในการทดลองนี้ก็คือ มะเขือเทศ

สองนักวิจัยคือ Mariya Khodakovskaya และ Mlexandru Biris ได้ทำการศึกษาผลของ ท่อนาโนคาร์บอนต่อการเจริญเติบโตของเมล็ดมะเขือเทศ พบว่าท่อนาโนคาร์บอนสามารถกระตุ้นการงอก และการเจริญเติบโตของมะเขือเทศได้อย่างชัดเจน งานทดลองนี้นับว่ามีความสำคัญมากทางด้านเกษตรกรรม และทางด้านนาโนเทคโนโลยีไปพร้อมกัน การที่ท่อนาโนคาร์บอนสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของต้นไม้ได้อย่างมีนัยสำคัญนั้น จะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มมวลชีวภาพของพืช และการพัฒนาเกี่ยวกับปุ๋ยอัจริยะที่มีประสิทธิภาพสูง ที่จะนำมาใช้กับพืชที่ใช้ในการผลิตไบโอดีเซล นอกจากนี้ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าพืชที่ได้รับอนุภาคนาโน สามารถเจริญเติบโตได้ในหลายสภาพแวดล้อม

ภาพแสดงการเจริญเติบโตของต้นมะเขือเทศบนอาหาร โดยต้นทางซ้ายมือ ไม่มีการเติมท่อนาโนคาร์บอน สำหรับต้นตรงกลาง และต้นทางด้านขวามือมีการเติมท่อนาโนคาร์บอน


ทีมวิจัยจาก University of Arkansas ทำการศึกษาพบว่าท่อนาโนคาร์บอนสามารถจะผ่านเยื่อหุ้มเมล็ดของมะเขือเทศได้ และช่วยทำให้น้ำผ่านเข้าสู่เมล็ดของมะเขือเทศได้ดียิ่งขึ้น การกระตุ้นการผ่านของน้ำเข้าสู่เมล็ดนั้นส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราการงอก และ ทำให้เกิดการผลิตมวลชีวภาพจำนวนมาก เมล็ดที่สัมผัสกับท่อนาโนคาร์บอนมีอัตราการงอก และการเจริญเติบโตที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับข้อมูลในระดับโมเลกุลนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังคงต้องติดตามศึกษาต่อไป

ในการทดลองนักวิจัยได้นำเมล็ดของมะเขือเทศมาเพาะในอาหารที่ ไม่มี และมีท่อนาโนคาร์บอนผนังหลายชั้น ( ท่อนาโนคาร์บอนที่ใช้มีความบริสุทธิ์มากกว่า 98 เปอร์เซ็นต์ และมีความเข้มข้นระหว่าง 10 ถึง 40 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรของอาหาร) ผลการทดลองพบว่า อัตราการงอกในอาหารที่ไม่มีการเติมท่อนาโนคาร์บอนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 32 เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ 12 วัน และ เพิ่มเป็น 71 เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ 20 ส่วนอัตราการงอกของเมล็ดที่เลี้ยงด้วยอาหารที่เติมท่อนาโนคาร์บอนนั้นสูงถึง 74-82 เปอร์เซ็นต์ในวันที่ 12 และเพิ่มขึ้นเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ 20

ภาพเมล็ดมะเขือเทศที่ทำการเพาะเป็นเวลา 3 วันบนอาหารมาตราฐาน โดยเมล็ดทางด้านซ้ายไม่มีการเติมท่อนาโนคาร์บอน และทางด้านขวามีการเติมท่อนาโนคาร์บอนในอาหาร

ในการทดลองทีมนักวิจัยได้วางแผนทำการศึกษาทางด้านพันธุศาสตร์ ด้านโปรตีน และกระบวนการทำงานของเซลล์ เพื่อความเข้าใจถึงผลที่เกิดขึ้น เนื่องจากการที่ท่อนาโนคาร์บอนมีผลกระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของพืช ดังนั้นการศึกษาเพิ่มเติมถึงความเป็นพิษของท่อ นาโนคาร์บอนเมื่อพืชได้รับในปริมาณมากจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น

อย่างไรก็ตามขณะนี้ทีมวิจัยก็ยังไม่ทราบถึงกลไกที่แน่ชัดของท่อนาโนคาร์บอนมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช รวมถึงความเป็นไปได้ที่ท่อนาโนคาร์บอนจะเดินทางไปยังส่วนต่างๆ ของพืช เช่นราก หรือผลของพืช ทีมนักวิจัยเชื่อว่าผลการทดลองที่เกิดนั้นขึ้นนั้นจะแตกต่างกัน ตามชนิดของพืช และสภาพแวดล้อม คำถามที่นักวิจัยยังคงต้องหาคำตอบเพิ่มเติมคือการศึกษาความเป็นไปได้ที่อนุภาคนาโนที่อยู่ในดิน จะถูกส่งไปยังผลไม้ และเข้าสู่ร่างกายคนได้หรือไม่

การกระตุ้นการงอก และการเจริญเติบโตของพืชนั้นส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณของมวลชีวภาพ และส่งผลทางด้านเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น การกระตุ้นให้เมล็ดพืชสามารถงอกได้ภายใต้สภาวะที่ไม่เหมาะสมเมื่อขาดน้ำ จะทำให้โอกาสการเจริญเติบโตของพืชเพิ่มมากขึ้น และนี่อาจเป็นความหวังใหม่ในการทำเกษตรกรรมในทะเลทราย และสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการเพิ่มปริมาณมวลชีวภาพเช่นการผลิตไบโอดีเซล การผลิตวัตถุดิบสำหรับโพลิเมอร์ชีวภาพ เส้นใย และอุตสาหกรรมยาการทดลองนี้ส่งผลดีเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าหากนักวิจัยประสบความสำเร็จในการทดสอบว่าท่อนาโนคาร์บอนสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชได้ โดยไม่กระทบต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ท่อนาโนคาร์บอนก็จะกลายเป็นหนึ่งในวัสดุที่มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงสำหรับภาคการเกษตร การเพาะปลูก และด้านพลังงาน

http://www.thai-nano.com/nano_articledetail.php?article_id=51


---อ่านต่อ นาโนเทคโนโลยี สำหรับการเกษตร


LU KK --- สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชุมชน จะศึกษาเกี่ยวกับวิทยาการต่างๆ ที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชุมชน และท้องถิ่นของตนเอง ตัวอย่างนึงที่ สวทช. และ ม.ชีวิต ได้กล่าวถึงคือ เทคโนโลยีระดับอนุภาคนาโน อันนี้แหละครับ

.. ..


ยุโรปมี ไวโอลิน ไทยเราก็มี ซอ ในวีดิโออันแรก จะมีซอสามสายตรงกลาง ซออู้ซ้ายมือ และซอด้วงขวามือ

บุหลันลอยเลื่อน


โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง



สมัครสมาชิกฟรี
1loveshopping
สินค้า 2,000 รายการ

ครีมเทียม

ครีมเทียม

หนึ่งเดือนผ่านไป ก็ได้เวลานัดไปช็อปปิ้งของเราอีกแล้วใช่ไหมครับ เดือนนี้จะพาท่านผู้อ่านมารู้จักการอ่านฉลากครีมเทียมกัน ครีมเทียมได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในวงการสภากาแฟบ้านเราเมื่อประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา โดยพวกเรามักเรียกกันติดปากว่า “คอฟฟี่เมต” ซึ่งเป็นชื่อการค้า ก็เลยอาจสั่งลูกหลานให้ไปซื้อคอฟฟี่เมตยี่ห้อคูซ่าบ้าง ยี่ห้อบรูคส์บ้างก็ได้ ตามที่ตกลงกันไว้ในฉบับก่อนๆว่าสิ่งแรกที่เราลองสังเกตดู ก็คือ เครื่องหมาย อย. ซึ่งพบว่ามี 3 ชนิด คือ ผ.ค., ฉ.ผ.ค. และ ส.ค. แสดงว่า ครีมเทียม (แสดงโดยอักษร “ค”) มีการผลิตเองในประเทศทั้งในโรงงาน (ผ) และสถานประกอบการระดับเล็กกว่าโรงงาน (ฉ.ผ.) นอกจากนี้ยังมีการสั่งเข้าในแบบสำเร็จรูป (ส) อีกด้วย

ครีมเทียมถูกจัดเป็นอาหารประเภทควบคุมเฉพาะในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และกฎหมายได้ระบุคำจำกัดความของครีมเทียมไว้ดังนี้ “ผลิตภัณฑ์ที่มิได้ทำจากนมและมีไขมันอื่นนอกจากมันเนยเป็นส่วนประกอบที่สำคัญหรือครีมที่มีมันเนยผสมอยู่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของไขมันทั้งหมด”

เอาล่ะครับ! งงกันตามกฎหมายแล้ว ลองมาดูของจริงกันบ้าง

ชนิดของครีมเทียม

ครีมเทียมถูกคิดค้นขึ้นมาให้พวกคอกาแฟทั้งหลาย ก็เพื่อความสะดวกเป็นหลัก เนื่องจากฝรั่งนิยมเติมครีมลงในเครื่องดื่มพวกกาแฟและโกโก้ อย่างไรก็ตาม ครีมชนิดพาสเจอไรซ์จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น ส่วนครีมกระป๋องก็มีใช้บ้าง แต่กลิ่นรสสู้ครีมพาสเจอไรซ์ไม่ได้ แถมสียังออกเหลืองหรือน้ำตาลอ่อนๆ อีกด้วย ครีมเทียมจึงเกิดขึ้นเพื่อความสะดวกและประหยัด เนื่องจากวัตถุดิบมีราคาถูกกว่า นอกจากนี้การขนย้ายในรูปผงแห้งทำให้ประหยัดค่าขนส่งได้เป็นอันมาก

กรดไขมันในครีมเทียม

คุณภาพที่ผู้ผลิตครีมเทียมต้องการเน้นให้เหมือนครีมแท้มากที่สุด คือ ความมัน ซึ่งสามารถอธิบายได้จากความรู้สึกที่ขาดหายไปเมื่อดื่มนมสดพร่องมันเนยเปรียบเทียบกับนมสดธรรมดา ความมันนี้เกิดจากไขมันเนย หรือไขมันที่มีคุณสมบัติใกล้เคียง คือ มีกรดไขมันประเภทอิ่มตัวในปริมาณสูง กล่าวง่ายๆ คือเป็นไขมันประเภทที่ใส่ตู้เย็นแล้วเป็นไข

ไขมันที่ใช้เป็นครีมเทียมมักเป็นไขมันพืชเพราะมีราคาถูก ที่นิยม คือ ไขมันมะพร้าว เนื่องจากประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณค่อนข้างสูงอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีระบุถึง น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันจากเมล็ดปาล์ม บางยี่ห้อก็ว่ามีไขมันจากเมล็ดผ่านกรรมวิธี และบางยี่ห้อก็ว่าน้ำมันถั่วเหลือง ถ้าเราดูเผินๆ จะเห็นว่า ยี่ห้อที่ระบุว่า ใช้น้ำมันถั่วเหลืองและไขมันจากเมล็ดปาล์มน่าจะไม่เป็นพิษภัยกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด เนื่องจากชนิดของกรดไขมันในน้ำมันถั่วเหลืองไม่มีผลต่อการเพิ่ม หากยังลดการสร้างสารโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดด้วย ส่วนกรดไขมันในน้ำมันจากเมล็ดปาล์มก็ไม่ได้มีผลต่อการเพิ่มโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดเหมือนเช่นกรดไขมันอิ่มตัวที่พบในไขมันเนยและมะพร้าวที่ก่อปัญหา

ลดโคเลสเตอรอลเลี่ยงครีมเทียม

ถ้าดูลึกๆ จากการอ่านศัพท์ภาษาอังกฤษข้างบรรจุภัณฑ์ด้วยจะพบว่า มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า “Partially hydrogenated” หรือ “Hydrogenated” อยู่ข้างหน้าคำว่า “น้ำมันถั่วเหลือง” หรือน้ำมันจากเมล็ดปาล์ม คำภาษาอังกฤษดังกล่าว หมายความว่า กรดไขมันในน้ำมันเหล่านั้นได้ผ่านกระบวนการทำให้อิ่มตัว แล้วกระบวนการนี้ทำให้รสชาติของครีมเทียมมีความมัน แต่ก็มีผลเสียต่อผู้มีปัญหาในเรื่องโคเลสเตอรอลสูงในกระแสเลือด ผมจึงเน้นว่าขอให้ศึกษาฉลากให้รอบคอบก่อนซื้อ และครีมเทียมในท้องตลาดส่วนใหญ่แทบทุกยี่ห้อไม่เหมาะสมกับผู้ที่กำลังควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสเลือด

อื่นๆ อีกมากมายในครีมเทียม

ส่วนผสมที่มีการเติมในครีมเทียมเกือบทุกยี่ห้อ คือ น้ำตาลข้าวโพด และบางยี่ห้อก็ระบุว่า กลูโคส แต่เมื่อได้อ่านคำบรรยายภาษาอังกฤษแล้วจึงทำให้ทราบว่า ไม่ได้มีการเติมน้ำตาลลงไปโดยตรง เป็นการเติมสารที่เรียกว่า กลูโคสไซรัป (glucose syrup) หรือแบะแซ นั่นเอง แบะแซที่บ้านเราทำจากแป้งมันสำปะหลัง ส่วนน้ำตาลข้าวโพดทำจากแป้งข้าวโพด

อันที่จริงการระบุว่า เป็นน้ำตาลข้าวโพดก็ไม่ตรงกับความจริงนัก เนื่องจากการผลิตไซรัปดังกล่าวทำโดยการย่อยโมเลกุลของแป้งเพียงบางส่วน มิใช่ย่อยจนกลายเป็นน้ำตาล ถ้าจะเปรียบโมเลกุลของแป้งให้ดูง่ายๆ ก็คล้ายๆ กับสร้อยไข่มุก โดยที่ไข่มุกแต่ละเม็ด ก็คือ น้ำตาลกลูโคส

การระบุว่า เติมน้ำตาลกลูโคสหรือน้ำตาลข้าวโพดตามภาษาไทยก็หมายความว่า เติมในรูปของเม็ดไข่มุก แต่ตามความจริงแล้วเติมในรูปของไซรัป ก็คือ สร้อยไข่มุกเส้นสั้นๆ ไม่ใช่เติมเป็นเม็ดไข่มุก

เฮ้อ! เขียนแล้วก็ปวดหัว เอาเป็นว่าการแปลฉลากตรงส่วนผสมนี้ก็ไม่ตรงกันระหว่างระหว่างภาษาไทยกับอังกฤษอีก การเติมไซรัปลงไปก็ช่วยให้มีความข้นนิดหน่อยเวลาเติมในกาแฟ และยังใช้เป็นตัวกลางที่ใช้จับน้ำมันในช่วงการผลิตทำเป็นผงด้วย ส่วนผสมอื่นๆ เช่น เคซีน (โดยภาษาอังกฤษก็ระบุว่าเป็น sodium caseinate) ซึ่งเป็นโปรตีนที่สกัดจากน้ำนม หรือบางยี่ห้อก็ใช้โปรตีนพืชซึ่งก็คาดว่าคงเป็นโปรตีนจากถั่วเหลือง ปริมาณการผสมเคซีนในรูปโซเดียมเคซิเนตในครีมเทียมบางยี่ห้ออาจไม่สูงนัก แต่ก็เป็นจุดที่ผู้ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับความดันเลือดสูงและต้องการควบคุมปริมาณโซเดียมควรสังวรไว้ด้วย

นอกจากนี้ส่วนผสมอื่นๆ บางชนิดที่พบในส่วนฉลากภาษาอังกฤษ เช่น

สารโมโน, ไดกลีเซอร์ไรด์ (Mono, di-glycerides) เป็นตัวช่วยให้น้ำและน้ำมันรวมตัวกันได้เนียนขึ้น
สารไดเค-ออร์โทฟอสเฟต (di-k-orthophosphate) ช่วยในการปรับปรุงคุณภาพในแง่ความเป็นกรดด่าง
และสารเอ็นเอ ซิลิโคอะลูมิเนต (Na Silico aluminate) ช่วยทำให้ผงครีมเทียมไม่เกาะติดกันเป็นก้อน และเทง่าย
ท่านผู้อ่านคงเข้าใจถึงชนิดและประโยชน์ของส่วนผสมที่ใช้เติมลงในครีมเทียมพอสังเขปแล้ว ครีมเทียมเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะดวกใช้ในการเติมลงในเครื่องดื่มประเภทต่างๆ หลายประเภทและยังให้ความอร่อยได้ไม่แพ้ครีมแท้ อย่างไรก็ตาม อยากจะย้ำให้ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับโคเลสเตอรรอล ความดันเลือดสูง ต้องศึกษาส่วนผสมอย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ก่อนบริโภคผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ และอยากฝากถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาควรตรวจสอบการแปลฉลากให้ถี่ถ้วนกว่านี้ และมีการสื่อความหมายที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในผู้บริโภคบางกลุ่ม ซึ่งในระยะยาวอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ยังอยากให้มีการระบุส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ทั้งหมด มิใช่เฉพาะส่วนประกอบหลัก เพราะส่วนประกอบบางชนิดอาจเติมในปริมาณต่ำจึงไม่ได้มีการระบุ แต่อาจมีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคบางกลุ่มได้

http://www.doctor.or.th/node/3204


Trans fat คืออะไร

เป็นไขมันจากพืชที่มนุษย์ผลิตขึ้นผ่านกระบวนการแปรรูปอาหาร (ขบวนการผลิตค่อนข้างวิทยาศาสตร์ไว้ค่อยขยายความต่อไป) ซึ่งขณะนี้งานวิจัยหลายฉบับ สรุปว่า มันเป็นไขมันชนิดร้ายแรงที่สุด คือ นอกจากจะไม่ให้ประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ยังไปทำลายไขมันดีที่ร่างกายสะสมไว้ใช้งานอีกด้วย อาหารที่ขายอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตกว่า 40 เปอร์เซนต์อุดมไปด้วย trans fat

ใครอยากรู้ไหมว่า อาหารประเภทไหนบ้าง เรามีลิสต์จดเก็บไว้ดูเล่นหมดล่ะ ถามว่าจะเผลอบริโภคเข้าปากไปได้จำนวนเท่าไหร่ถึงไม่ถือว่าอันตราย ตอบได้ทันทีว่า ไม่ควรกินเลยแม้แต่กรัมเดียว (ถ้าพลาดกินไปแค่ 1-2 กรัม/วัน ก็ยังพอวางใจกันได้อยู่บ้าง)

ฉะนั้นการที่เจ้าของโครงการ Ban Trans Fat ซึ่งเป็นท่านทนายเขาฟ้องร้องคุกกี้ดำ ๆ ด้วยเหตุที่ว่าผู้ผลิตปิดบังข้อมูลที่เป็นอันตรายไว้ และผู้บริโภคซึ่งเป็นเด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็บริโภคกันเข้าไปเท่าไหร่แล้วไม่รู้ คดีฟ้องร้องคุกกี้ชนิดนี้ ผู้ฟ้องร้องไม่ต้องการค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่เรียกสักดอล์ลาร์หรือสักเซ็นต์เดียว ขอเพียงแค่เจ้าของผู้ผลิตคุกกี้ดำ ๆ คือบริษัท Kraft จะต้องเอา trans fat ออกจากคุกกี้ชนิดนี้ให้หมดสิ้นเท่านั้นเอง และคดีนี้ "ชนะ" เปิดฉากการต่อสู้ให้เกิดกฎหมาย ban trans fat กันคึกคักในหลายประเทศขณะนี้ ผลิตภัณฑ์ที่หลายประเทศห้ามสั่งเข้ามาขาย เพราะคือ trans fat ตัวร้ายกาจ คือ Shortening หรือ Crisco "เนยขาว" ที่เอามาทำขนม นม เนย หวานอร่อย เคลือบพิษไว้นั่นเอง ยังมีอีกมาก ข้อมูลโหด ๆ แบบนี้ เหอะ ๆ ใครสนใจจะไปอ่านให้ "หัวใจสั่น" เพิ่มเติมอีกได้ที่ http://www.bantransfats.com

เมื่อคดี "คุกกี้ดำ" ชนะ กฎหมายก็สั่งการให้มีการระบุ trans fat บนฉลากผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ทันที และผลิตภัณฑ์บางชนิดถูกห้ามใช้ trans fat โดยเด็ดขาด ฉะนั้นจึงทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องขวัญผวากินอะไรไม่ได้อีกต่อไป ทางเลือกที่จะทำให้เรารอดตาย ก็เพิ่มสูงมากขึ้น ทั้งนี้ ต้องขอบคุณคดี "คุกกี้ดำ" (ทนายเขาใช้วิธี "เขียนเสือ ให้วัวกลัว") ทำให้คนหลายคนบนโลกได้ตื่นขึ้นมาพร้อมความจริงข้อใหม่ว่า เราไม่ควรประมาท มั่นใจในสิ่งที่เรากินเข้าไปทุกวัน หากเราไม่ได้ปรุง ไม่ได้ทำมันกับมือตัวเอง

อะแฮ่ม และไม่ว่าใครก็ตามที่โชคดีไม่เคยกินคุกกี้ดำมาก่อน ก็ใช่ว่าจะรอดพ้นเจ้า trans fat นี้ได้ง่าย ๆ เพราะว่า trans fat เป็นส่วนผสมมากมายอยู่ทั้งในขนม นม เนยที่มีมาร์การีนเป็นส่วนประกอบ และของทอดที่ต้องใช้น้ำมันทั้งหลายแหล่
ผลิตภัณฑ์อาหารที่เสี่ยงต่อ Trans fat มีดังนี้เอย

- อาหารนอกบ้านที่ไปซื้อเขากิน เราไม่รู้แน่ชัดว่าส่วนผสมเขาใช้อะไรบ้าง ใช้เนยสด หรือใช้มาร์การีน หรือเนยเทียม ใช้น้ำมันประเภทอะไร ว่ากันว่าบรรดาอาหาร + ขนมไดเอททั้งหลายล้วนมี trans fat ผสมทั้งนั้น กินแล้วไม่อ้วน ไขมันจุกตาย แต่หัวใจสลาย เอ้ย ล้มเหลว เพราะ trans fat แทน (ตอนนี้มาแรงกว่าโรคใด ๆ)

- เค้ก บิสกิต คุกกี้ทุกชนิดที่ในสูตรมีเนยขาว ชอร์ทเทนนิ่งเป็นส่วนผสม ล้วนอุดมไปด้วย trans fat

- พวกขนมกรุบกรอบ-ซองๆ ของขบเคี้ยวกินเล่นทั้งหลาย อาทิ พวกมันฝรั่ง ต้องดูให้ดีว่าเขาใช้น้ำมันอะไรทอด เพราะนั่นก็ที่มาของ trans fat เช่นกัน (Frito Lay / Chee-tos / แครกเกอร์ไส้ชีส Ritz / ถั่วทอด ถั่วอบกรอบ เสี่ยงปริมาณ trans fat ทั้งสิ้น)

- คอฟฟี่เมท ครีมเทียม วิปครีม (ต้องเลือกดูตามฉลาก แต่ละยี่ห้อว่าเขาใช้ส่วนผสมอะไร)

- Crouton / น้ำสลัดสำเร็จรูป

- dips สำเร็จรูปทั้งหลาย

- ผงเกรวี่สำเร็จรูป / ซอสมิกซ์ต่าง ๆ

- อาหารแช่แข็งแบบสำเร็จรูปที่เอามาอุ่นในไมโครเวฟแล้วกินได้เลย (ก็เข้าข่าย)

- ซุปกระป๋อง / ซุปซองสำเร็จรูป / พีนัท บัตเตอร์ / ซีเรียลอาหารเช้า


อาหารที่แยกย่อยให้อ่านดูเหล่านี้ต่างมีมาร์การีน น้ำมันเป็นส่วนผสม หรือใช้ในการปรุง เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า เขาใช้น้ำมันอะไร หากเขาไม่ระบุแน่ชัดบนฉลาก อาจมี trans fat ผสมอยู่ได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ใครที่ไม่เคยกินคุกกี้ดำ แต่เคยกินวิปครีม ไอศกรีม ครัวซอง พาย ทัพ ชีสเค้ก (ที่ใช้บิสกิต-คุกกี้ในส่วนที่เป็นครัสท์) ก็อาจเสร็จ trans fat มาแล้วทั้งนั้น พวกอาหาร fast food อาหารอุตสาหกรรมโรงงาน ขายด้วยปริมาณไม่เน้นคุณภาพ ตายห้าห้าห้า (หัวเราะก่อนตาย) เขาล่อ trans fat มาให้เราเผลอกินโดยไม่รู้ตัวทั้งนั้น เชื่อ/ไม่เชื่อไปดูตัวอย่างตารางเมนูอาหารที่ขายใน "แมคโดนัลด์" กันสิ กดลิงค์ดูกันจะ ๆ
http://www.mcdonalds.com/app_controller.nutrition.index1.html

ตะแคงหัวดูตรงส่วนที่เป็น trans fat สิว่า บิ๊ก-แมค ชีสเบอร์เกอร์ 1 ชิ้น มี trans fat ผสมอยู่เท่าไหร่

- เฟรนช์ฟรายขนาดใหญ่ 170 กรัม ... trans fat 8 กรัม

- พายแอปเปิ้ล 1 ชิ้น 77 กรัม ... trans fat 4.5 กรัม

- ไก่นักเก็ต 20 ชิ้น ... trans fat 5 กรัม


ข้อมูลที่เขาระบุไว้นี้ ไม่นานเท่าไหร่ เมื่อเดือน พ.ค. 2006 นี้เองนะ นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของ trans fat ตามร้านอาหาร (แค่แห่งเดียว) ที่เรา ๆ อาจไม่เคยรู้มาก่อน ยังมีร้านโดนัท ร้านพิซซ่า ร้านปอเปี๊ยะทอด ร้านหมี่ผัด take away chinese ทั้งหลายแหล่ที่เคยตรวจเจอ trans fat มาแล้วทั้งนั้น

อธิบายเพิ่มเติม ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่เลยไหม? แต่ไม่ต้องตกใจไปหรอก น่าดีใจด้วยซ้ำที่ทนายเขาฟ้อง "คุกกี้ดำ" ชนะ ตอนนี้ผลิตภัณฑ์อาหารและร้านอาหาร "แหลกร่วน" ทั้งหลาย ถูกไล่ตรวจการใช้น้ำมัน-มาร์การีนในสินค้าว่ามี trans fat มากมายหรือไม่ ถ้าพบว่า มีมากมาย ก็ต้องถูกเปลี่ยนและเลี่ยงไม่ให้ใช้ทันที ที่สำคัญที่สุด หากไม่เปลี่ยนส่วนผสม ยังคงใช้ trans fat ต่อไป ก็ต้องระบุให้เห็นชัด ๆ ห้ามปกปิดผู้บริโภคอีกต่อไป

ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศเดียวที่ออกกฎหมายห้ามใช้ trans fat ในผลิตภัณฑ์ทุกชนิด แคนาดากำลังเดินหน้าปราบปราม trans fat ลำดับต่อไปประเทศในยุโรปหลาย ๆ ประเทศกำลังเร่งผลิตกฎหมายออกมาควบคุม

ส่วนเมืองไทยคืบหน้าไปถึงไหนไม่ทราบได้ รู้แต่ว่า อาหาร-เบเกอรี่อุตสาหกรรมที่วางขายทั่วไป ล้วนอุดมไปด้วย trans fat เกือบทั้งสิ้น แม่บ้านคนหนึ่ง (ในอเมริกา) เมื่อได้อ่านข้อมูล trans fat เธอไปเปิดคัพบอร์ดในครัว แล้วอ่านฉลากอย่างละเอียด ของที่เธอหยิบออกมาวางบนโต๊ะในรูป ล้วนมี trans fat ทั้งสิ้น...ดูซะให้เต็ม ๆ ตาว่า มันแฝงอยู่ในอาหารมากมายแค่ไหน ที่อเมริกาปัญหานี้ใหญ่โตนัก เพราะบริโภค fast food กันเป็นกิจวัตร และอาหาร diet ทั้งหลายที่โฆษณาว่าเลี่ยงใช้ไขมันที่ไม่ทำให้อ้วน ไม่เพิ่มแคลอรี่ แต่กลับอุดมไปด้วย trans fat ซึ่งเป็นไขมันชนิดที่ร้ายแรงที่สุดไว้แทน

นี่คือคำอธิบาย ไขมันทรานส์ ที่เราว่าเขียนอ่านง่ายที่สุดแล้ว เอามาจากเว็บคุณหมอ thaiclinic เคยเขียนตอบไว้ (trans = แปรสภาพ) เป็นไขมันที่คนเราทำขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ขบวนการสำคัญได้แก่ การเติมไฮโดรเจน (hydrogenation) ให้กับโมเลกุลของคาร์บอน การเติมไฮโดรเจนทำให้น้ำมันเหลวแปรสภาพกลายเป็นน้ำมันข้นขึ้น ขาวขึ้น และละลายหรือปนกับน้ำได้ง่ายขึ้น เก็บได้ง่ายที่อุณหภูมิห้อง ไม่เสียง่าย และเก็บได้นานขึ้น คำกล่าวที่ว่า น้ำกับน้ำมันไม่มีวันเข้ากันได้ จะเปลี่ยนไปก็ตอนนี้เอง

ถ้านำน้ำมันมาเติมไฮโดรเจนเข้า น้ำมันจะแขวนลอยในน้ำได้ เปรียบคล้ายสบู่ที่แขวนลอยอยู่ในน้ำได้ ครีมเทียมหรือคอฟฟี่เมตที่มีจำหน่ายประมาณครึ่งหนึ่งเป็นน้ำตาล อีกครึ่งหนึ่งเป็นไขมันเติมไฮโดรเจนไปบางส่วน ทำให้ไขมันบางส่วนแปรไปเป็นไขมันทรานส์


* ตัวอย่างไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์พบมากในครีมเทียม (คอฟฟี่เมต) เนยเทียม ขนมปังกรอบ (crackers) ขนมท้อฟฟี่ ขนมปังปิ้ง คุกกี้ ขนมสำเร็จรูป อาหารทอด สลัดน้ำข้น ฯลฯ

นอกจากนั้นการทำอาหารที่ใช้ความร้อนต่อเนื่องกันนาน ๆ หรือน้ำมันทอดที่ใช้ซ้ำหลายครั้ง เช่น กล้วยทอด มันทอด ฯลฯ มีส่วนทำให้เกิดไขมันทรานส์ได้ การใช้น้ำมันจึงควรใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ส่วนที่เหลือต่อไปนี้ กฎหมายกำลังจะออกมาบังคับให้ทุกสินค้าต้องแจกแจง trans fat เป้ง ๆ ห้ามปกปิดข้อมูลผู้บริโภคอีกต่อไป

http://en.wikipedia.org/wiki/Trans_fat


LU KK --- จากข้อมูล สรุปได้ว่า อะไรที่มีการแปรรูป ดัดแปลง หรือสังเคราะห์ แล้วออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ในกระบวนการผลิตที่มีหลายขั้นตอน ทำให้เกิดสิ่งที่ไม่เหมาะกับร่างกายมนุษย์ เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปมากจากสภาพตั้งต้นที่เป็นธรรมชาติ

สำหรับ กาแฟ ก็ ใส่น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด ส่วนครีม ถ้าไม่ต้องการใช้ครีมเทียม ก็ใส่นมพร่องมันเนยจืด ก็น่าจะแทนกันได้นะครับ


-----หูถุง ช่วยลดโลกร้อน

.. ..

วันนี้เราลองมาฟังเพลงคลาสสิกกันบ้างครับ โดยไม่ต้องหาบันไดมาปีนฟัง เพราะดนตรีถูกสร้างมาเพื่อทุกคน (Music for Everyone)

ดนตรี เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของมนุษยชาติเลยนะ สำหรับความคิดผม และดนตรีคลาสสิก (Classical Music – Europe Music) ซึ่งมีพัฒนาการมาประมาณ 1,500 ปี โดยมีการสืบทอดต่อกันมาของชาวยุโรปทั้งทวีป และมีการสร้างองค์ความรู้ จนพัฒนาและสร้างทฤษฎีออกมารองรับทุกเสียงที่เล่นออกมาอย่างเป็นระบบ และเป็นมรดกของชนชาติยุโรป รวมทั้งคนทั้งโลกด้วย

ส่วนในเอเชียของเรา ก็มีดนตรีในแบบของเราเอง เช่น ดนตรีไทยของเราก็มีองค์ความรู้และทฤษฎีต่างๆ เหมือนดนตรคลาสสิก แต่ไม่ได้ออกสู่ในวงกว้างเท่านั้นเอง และดนตรีเอเชียของเรา ต่างคนต่างสร้างขึ้นมา ไม่ได้สร้างเป็นองค์รวมเดียวกันเหมือนดนตรีคลาสสิก

ถึงแม้ว่าประเทศอเมริกาจะมีอายุเพียง 234 ปี (อายุเป็นพี่ กรุงเทพ ไม่กี่ปี) แต่ได้ทำสิ่งต่างๆ มากมายทั้งดีและไม่ดี แต่ในเรื่องดนตรี อเมริกาได้สร้างดนตรีแบบ American Music ขึ้นมา และมีอิทธิพลต่อโลกอย่างรวดเร็ว และยังเกิดดนตรีแนวใหม่ขึ้นมาอีกมากมาย

http://th.wikipedia.org/wiki/ดนตรีคลาสสิก



Paganini เป็นคีตกวีนักไวโอลิน ในยุคโรแมนติก (มีการใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในเพลงด้วย เข้าใจว่าคำว่า รักโรแมติก น่าจะมาจากคำนี้แหละครับ)

http://th.wikipedia.org/wiki/นิกโคโล_ปากานินี

ผลงานเพลงนี้ เป็นแบบที่เรียกว่า Violin Concerto โดยมี ไวโอลิน เป็นเครื่องเดี่ยวที่ประชันกับวงออร์เคสตาร์ (Orchestra) ซึ่งเป็นวงดนตรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงการดนตรี

http://th.wikipedia.org/wiki/คอนแชร์โต

La Campanella by Paganini Violin



Yngwie Malmsteen - Far beyond the Sun (Live in Leningrad 1989)


Yngwie มือกีตาร์ชาวสวีเดน ที่มีพื้นฐานด้านดนตรีคลาสิกมาเป็นอย่างดีได้นำ ดนตรีร็อกแบบอเมริกา เข้ามาผสมกับดนตรีคลาสิก เกิดเป็นแนว Neo-Classic Rock ซึ่งเป็นส่วนนึงของเพลงแนว Heavy Metal โดยวิธีการเล่นกีตาร์ของเขาจะยึดตามแบบการเล่นไวโอลินของ พากานินิ


Queen - Bohemian Rhapsody


ส่วนวง Queen จากอังกฤษ เป็นวงในแนว Hard Rock ในเพลงนี้พวกเขานำเอาการร้องเพลงแบบ Opera มาผสมกับเพลงร็อก …สุดยอดมากเพลงนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว

http://th.wikipedia.org/wiki/อุปรากร

ทั้ง Yngwie และ Queen เป็นชาวยุโรป มีเพลงคลาสสิกเป็นรากเหง้า จึงมีการผสมผสานของวัฒนธรรมใหม่กับเก่า ให้มีความร่วมสมัย


ดนตรีเป็นของทุกคนครับ ไม่มีการแบ่งชนชั้น ไม่แบ่งแยกภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นภาษาที่สามารถสื่อสารกันได้ทั่วโลก เป็นภาษาของโลก

โลกมนุษย์ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล


By LU KK




AgeLoc Technology & Antioxidant
สารต้านอนุมูลอิสระและชลอความชรา




กาแฟ หอม อันตราย จริงหรือ


กาแฟ..หอม..อร่อย..อันตราย!!

เคยได้ยินหรือไม่ว่า การดื่มกาแฟวันละแก้ว เพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณติดสารเสพติด?

กาแฟ เครื่องดื่มยอดนิยมที่สุดบนพื้นพิภพ ถูกศึกษาและวิเคราะห์ในเกือบทุกประเทศทั่วโลกที่มีสถาบันวิจัย ในแง่ของคุณภาพและผลพวงต่อมนุษย์ เรียกได้ว่าไม่นานหลังจากถูกค้นพบ กาแฟก็กลายเป็นหัวข้อถกเถียงกันทั่วไป

ตัวอย่างเช่นในปี 1679 ดร. คอมโบแห่งมหาวิทยาลัยมาร์เซย์ส กล่าวว่าเครื่องดื่มชนิดนี้มีอนุภาคที่ถูกเผาผลาญจำนวนมาก ซึ่งมีพลังถึงขั้นที่สามารถทำลายน้ำเหลืองทั้งหมดและทำให้ไตเหือดแห้ง อนุภาคดังกล่าวยังสามารถสกัดกั้นน้ำที่ไปหล่อเลี้ยงสมอง ทำให้ผู้ดื่มหมดแรง เป็นอัมพาตและหมดสมรรถภาพทางเพศ

กว่า 300 ปีมาแล้วนับจากการวิเคราะห์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี จนวันนี้ นักวิจัยยังคงไม่ยอมวางมือจากการศึกษาค้นคว้าถึงพิษภัยของกาแฟ

จากข้อมูลของโรแลนด์ กริฟฟิตส์แห่งสถาบันจอห์น ฮอปกินส์ ระบุว่า การดื่มกาแฟวันละหนึ่งแก้วเพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้ดื่มติดสารเสพติด โดยกริฟฟิตส์อ้างอิงอาการ อาทิ ปวดศรีษะและปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า การขาดสมาธิ และการคลื่นไส้วิงเวียนอันเกิดจาก ‘การเลิก’ คาเฟอีน ที่พบในคนครึ่งหนึ่งที่เคยดื่มกาแฟเป็นประจำ
นักวิจัยผู้นี้จึงแนะนำว่า ควรใส่การติดกาแฟไว้ในรายชื่อโรคทางกายและสุขภาพจิตที่เกิดจากการเสพติดลงไปด้วย

ทั้งนี้ คาเฟอีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของกาแฟ เป็นสารกระตุ้นที่อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและชีพจรเต้นเร็วขึ้นชั่วคราว นี่เองที่เป็นสาเหตุให้ผู้ที่มีความเครียดสูงและผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจ ได้รับคำแนะนำให้งดเว้นการดื่มกาแฟ

นักวิจัยจากโรงพยาบาลเฮนรี ดูแนนท์ในเอเธนส์ ประเทศกรีซ เชื่อว่า กาแฟเพียงวันละ 1 แก้วสามารถทำให้ความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากจะทำให้ระดับคาเฟอีนในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น ผนังหลอดเลือดหนาขึ้น และความดันโลหิตสูงขึ้น

ทว่า สำหรับแพทย์โรคหัวใจของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยซูริก สวิตเซอร์แลนด์ กลับระบุว่า กาแฟทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นเฉพาะผู้ที่นานๆ ดื่มทีเท่านั้น แต่พวกคอกาแฟที่ซดกันวันละ 2-3 แก้วปลอดภัยหายห่วงจากเรื่องนี้

ขณะเดียวกัน วอลเตอร์ วิแลตตีจากบอสตัน ได้ทำการทดลองเพื่อหาความเป็นไปได้ของความเกี่ยวพันระหว่างการดื่มกาแฟกับโรคโลหิตจาง ด้วยการติดตามสุขภาพพยาบาล 85,747 คนจากปี 1980-1990 โดยผลปรากฏว่า ไม่พบความเกี่ยวโยงใดๆ ระหว่างสองสิ่งดังกล่าว อย่างน้อยในหมู่ผู้หญิง อีกทั้งพบว่า ถึงดื่มกาแฟวันละ 6 แก้วก็ไม่ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคโลหิตจางเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

กาแฟมีทั้งคุณและโทษเช่นเดียวกับอีกหลายสรรพสิ่งในโลก ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคลว่าต้องการเลือกสิ่งใดให้ตัวเอง และต่อไปนี้คือข้อดีอื่นๆ ของกาแฟ

กาแฟดีต่อถุงน้ำดี (ลดความเสี่ยงในการเป็นนิ่ว เนื่องจากคาเฟอีนช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี)

กาแฟดีสำหรับผู้ป่วยโรคหอบ เพราะช่วยขยายทางเดินหายใจ

กาแฟปกป้องตับจากอันตรายของแอลกอฮอล์ และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับ

กาแฟช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะ

กาแฟเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคร้ายมากมายหลายอย่าง


ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ 28



ดื่มกาแฟ"กี่แก้ว"จึงไม่อันตราย

ตามผลวิจัยเรื่องกาแฟ ชี้ว่ามีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่หัวใจของการดื่มกาแฟที่จะสร้างประโยชน์แก่ร่างกายต้องอยู่ที่ความพอดี ไม่มาก ไม่น้อย

สำหรับชาวอิตาลี การดื่มกาแฟเอสเปรสโซ่วันละ 7 แก้ว อาจถูกพิจารณาว่า "เด็กๆ ชิลๆ" ส่วนนักร้องชาวอังกฤษอย่างร็อบบี้ วิลเลี่ยมส์ ก็อาจเห็นว่า 7 แก้วเหรอ "หมูมาก" เพราะมีรายงานว่าเขามีนิสัยดื่มกาแฟวันละ 36 แก้ว

แต่สำหรับสาววัยรุ่นอังกฤษวัย 17 ปี อย่างแจสมิน วิลลิส แล้ว เอสเปรสโซ่แก่ๆ 7 แก้ว กลับทำให้เธอ "โอเวอร์โดส" คือมากเกินกว่าร่างกายจะรับไหว เพราะทำให้เธอปวดแสบปวดร้อนหน้าอกไปหมด, ร้องไห้และหัวเราะในเวลาเดียวกัน, เหงื่อแตกและต้องหายใจถี่เพื่อสูดออกซิเจนให้เพียงพอ

อังกฤษเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษจึงแนะนำให้ประชาชนดื่มกาแฟเอสเปรสโซ่ไม่เกินวันละ 5 แก้ว หรือหากเป็นกาแฟสำเร็จรูปก็ไม่ควรเกิน 7 แก้วต่อวัน เพราะว่ากาแฟชนิดที่ต้องใช้หม้อต้มหรือต้องชงด้วยการกรองด้วยฟิลเตอร์นั้น มีปริมาณกาเฟอีนสูงที่สุด โดย 1 เหยือกมีประมาณ 120 มิลลิกรัม ในขณะที่กาแฟสำเร็จรูป (กาแฟที่ตักจากขวดหรือเทจากซองเติมน้ำร้อนดื่มได้เลย) มีปริมาณกาเฟอีน 75 มิลลิกรัม

ถ้าดื่มมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดอาการตั้งแต่นอนไม่หลับ อยู่ไม่สุข กระสับกระส่าย ตื่นเต้นเกินเหตุ คลื่นไส้ อ้วก เป็นต้น

http://www.healthcorners.com

อันตรายจากกาแฟ

คาเฟอิน ( Caffeine ) เกือบทุกคนรู้จักและเคยบริโภคกันมาแล้วแต่อาจบริโภคในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป โดยอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของพืชที่นำมาใช้ทำเครื่องดื่มบางอย่างเช่น ชา กาแฟ หรืออาจใช้เป็นตัวยาสำคัญโดยเฉพาะยาแก้ปวดลดไข้ที่ทำเป็นซอง นอกจากนี้ยังนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่มชูกำลังและจากสาเหตุในชีวิตประจำวันที่ผู้บริโภคต้องมาเกี่ยวข้องกับสารเคมีตัวนี้ โดยอาจบริโภคเข้าไปด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามผู้บริโภคควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ คาเฟอินเพื่อว่าในการบริโภคครั้งต่อไปจะได้ขึ้นอยู่กับเหตุผล มิใช่บริโภคเพราะความไม่รู้หรือถูกชักจูงให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากอิทธิพลต่างๆได้

คาเฟอินเป็นอันตรายหรือไม่เป็นคำถามที่ผู้บริโภคสนใจ โดยทั่วไปผู้บริโภคคาเฟอินในขนาดค่อนข้างสูง คือประมาณ 1 กรัมต่อวันซึ่งเท่ากับดื่มกาแฟ 10 ถ้วยขึ้นไป ติดต่อกันอาจเกิดอาการที่เรียกว่า “คาเฟอินิสม” (Caffeinism ) ซึ่งมีลักษณะอาการคล้ายผู้ป่วยโรคประสาทชนิด วิตกกังวล หงุดหงิด ฉุนเฉียว และตื่นตกใจง่าย มือสั่นและกล้ามเนื้อกระตุกในบางครั้ง นอน ไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว ปัสสาวะมาก บางรายอาจเกิดอาการชักซึ่งเป็นผลเนื่องจากการออกฤทธิ์ของคาเฟอิน ถ้าติดต่อกันในขนาดค่อนข้างสูงนานๆ หากหยุดทันทีจะเกิดอาการถอนยาซึ่งมีลักษณะคล้ายอาการของโรควิตกกังวลหรือผู้ป่วยบอกว่าปวดศีรษะอย่างรุนแรงก็เป็นสาเหตุหนึ่งเช่นจากการดื่มกาแฟและควรจะหายไปเองเมื่อได้หยุดคาเฟอิน

ผลที่กระทบระบบอวัยวะต่างๆของร่างกายที่เกิดจากคาเฟอินสรุปได้ดังนี้

- ขับปัสสาวะมากขึ้น

- กระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ

- กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง

- ผ่อนคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเรียบ

- กระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

- เพิ่มระดับกรดไขมันอิสระและน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด

กล่าวคือคาเฟอินเป็นตัวยาชนิดหนึ่งที่มีการออกฤทธิ์ทางยาต่อระบบสมองส่วนกลางซึ่ง คุณลักษณะดังกล่าวทำให้คาเฟอินถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวันในรูปของ เครื่องดื่มเช่น ชา กาแฟ โกโก้ และเครื่องดื่มชูกำลังต่างๆ จนกระทั่งยาประเภทแก้ปวดลดไข้ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับคาเฟอินอยู่ที่ปริมาณรวมของคาเฟอินที่เราได้รับเข้าไปในแต่ละวันถ้าบริโภคมากเกินกว่าที่คาดคิดกันก็จะก่อให้เกิดอันตรายได้ดังนั้นจึงควรระวังในการใช้ให้มาก

http://www.lannapoly.ac.th/health/healthda...roject/food.htm


LU KK --- ผมจะดื่มกาแฟวันละสองแก้ว เช้าและบ่าย อาการหัวใจเต้นเร็วขึ้น ก็คงเป็นเรื่องปกติของการกินกาแฟ แต่ถ้าเต้นแรงเกินไปก็ต้องไปตรวจหัวใจว่าเป็นยังไง และจมูกจะรับกลิ่นไวมากขึ้น ไม่ว่ากลิ่นจะหอมหรือเหม็นก็จะรับกลิ่นนั้นไปเต็มๆเลย เช่น กลิ่นไอเสียรถ หรือ กลิ่นน้ำหอม

สำหรับในตอนเช้าจะทำให้สดชื่น กระปี้กระเป่า ถ้าเป็นวันที่ต้องไปทำงานก็ต้องได้ดื่มก่อนเริ่มงาน ส่วนตอนบ่าย ถ้าไม่ได้ดื่มจะง่วงนอน กินข้าวแล้วก็อยากจะนอน ถ้าชงด้วยน้ำตาลทราย หัวใจจะเต้นแรงกว่าการชงด้วยน้ำตาลเทียม คงเพราะน้ำตาลทรายทำให้คาเฟอีนเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วกว่า

และถ้าไม่ได้ดื่มตอนบ่าย จะต้องมองหาว่ามีเซเว่นหรือป่าว หรือจะซื้อกาแฟที่ไหนได้ คือ ต้องหาดื่มให้ได้ถ้าทำได้ ถ้าไม่ได้ดื่มเลยทั้งวันตั้งแต่เช้า บางครั้งจะปวดหัวนิดหน่อย และจะกังวลว่าทำยังไงจะได้กินกาแฟ อันนี้คงเป็นอาการติดแล้วหละครับ

ช่วงนี้ ตอนบ่ายพอกินกาแฟเข้าไป จะรู้สึกว่าหัวใจมันเต้นแรงกว่าปกติ จึงจะชงด้วยน้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลทรายแดง แต่จากหัวข้อเรื่องน้ำตาลก่อนหน้านี้ บอกน้ำตาลเทียมก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ก็เลยต้องใช้น้ำตาลทรายแดงชงมากกว่าน้ำตาลเทียม และผมเป็นคนกินหวาน น้ำตาลก็ต้องสามช้อนเป็นอย่างน้อย กาแฟสอง ครีมสามช้อน นี่ยังไม่ได้หาข้อมูลในเรื่องของครีมเทียม ณ วันนี้โดยมากครีมเทียมจะเป็นประเภทคอเลสเตอรอลต่ำเกือบหมดแล้ว เรื่องไขมันก็น่าจะ OK

ผมยังกินเนื้อวัวอยู่ เช่น ก๊วยเตี๋ยวเนื้อ หรือ เนื้อย่าง แต่ถ้ากินข้าวที่บ้านจะไม่ได้กินเพราะแม่ไม่กินเนื้อวัว และคนแก่ ถ้ากินเนื้อวัวจะย่อยยากมาก คือ ให้กินเนื้อวัว เนื้อหมู น้อยลง ผมทำได้นะ

แต่ไม่ให้กินกาแฟนี่ ไม่ได้เลย ต้องวันละสองแก้วเป็นอย่างน้อย แก้วที่สามจะมาเมื่อ เพื่อนโทรมาตามตอนดึกๆ อะครับ.... ทำไมเพื่อนไม่หลับไม่นอน

.. ..


Korean Diva "choo Hyun Mi"


"Yukitzerino" A Japanese Enka Song


ลองฟังเพลง ลูกทุ่งเกาหลี และญี่ปุ่น ดูว่า สำเนียงต่างจากของบ้านเรายังไงบ้าง



สมัครสมาชิกฟรี
1loveshopping
สินค้า 2,000 รายการ

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา


5 เหตุผลทำให้คุณเปลี่ยนใจมากินปลา

1. โอเมก้า - 3 ในปลา
โอเมก้า-3 คือกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดดีที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถผลิตกรดไขมันชนิดนี้ได้ จึงต้องได้รับจากการบริโภคอาหาร โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันปลา มีกรดไขมันสำคัญ 2 ชนิด ประกอบอยู่คือ EFA (Eicosapantaenoic Acid) และ DHA (Docosahexanoic Acid) กรดไขมันทั้ง 2 ชนิด มีคุณสมบัติช่วยให้เลือดแข็งช้าตัว ทำให้การเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือดลดลงป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน นอกจากนี้ยังลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดด้วย แหล่งสำคัญคือปลาทะเลทั้งหลาย อาทิ ปลาทูน่า , แซลมอน, แมคเคอเรล, ซาร์ดีน, และแอนโชวี ส่วนปลาที่เรากินกันบ่อยๆ อย่างปลาทู นั้นก็มีโอเมก้า-3 เช่นกัน

2.เผาผลาญไขมันได้เร็วขึ้น
ปลาเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากลดน้ำหนักด้วย มีการค้นพบว่า ปลาอาจช่วยให้ร่างกายคุณเผาผลาญไขมันได้เร็วขึ้น โดยวารสารอาหารแห่งหนึ่ง ทำการสำรวจกับอาสาสมัครน้ำหนักเกินที่ทำการไดเทตแล้วพบว่าครึ่งหนึ่ง่ของอาสาสมัครที่กินน้ำมันปลาเสริม สามารถลดไขมันลงได้มากกว่าอีกกลุ่ม ดังนั้นนักค้นคว้าจึงเชื่อว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 ในน้ำมันปลากระตุ้นยีนส์ทำให้ไขมันแตกตัว แม้ยังไม่มีการยืนยันเป็นมั่นเหมาะ เพราะต้องทำการทดสอบต่อไปอีก แต่ระหว่างนี้กินปลาไปด้วยก็คงไม่เสียหายนี่นา

3. สุขภาพดี เพราะมีหัวใจแข็งแรง
โรคหัวใจเป็นโรคที่ทำให้คนเสียชีวิตมากเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว ดังนั้นคุณอยากมีหัวใจแข็งแรงมั้ยล่ะ ก็ต้องหมั่นออกกำลังกาย เลี่ยงไขมันอิ่มตัว เลิกบุหรี่ ไม่เครียด และกินอาหารที่มีโอเมก้า-3 สูง นักโภชนาการแนะนำว่าควรบริโภคปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งรวมปลามีน้ำมันด้วย (Fish oil) โอเมก้า-3 ลดความเสี่ยงโรคหัวใจด้วยการลดการอุดตันเส้นเลือด ทำให้ความยืดหยุ่นมากขึ้น และลดความดันโลหิตด้วย โอเมก้า -3 นี้เกี่ยวพันกับเรื่องสุขภาพมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ตอนที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการทำการเปรียบเทียบชาวสแกนดิเนเวียน เอสกิโม แล้วพบว่าทั้งหมดเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง และไขข้อน้อยมาก ซึ่งเป็นเพราะโภชนาการอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า -3 จากการบริโภคปลาอย่างเป็นล่ำเป็นสันนี่เอง

4. สดใสปิ๊งปั๊ง
สมัยนี้เมื่อพูดถึงเรื่องความสวยหรือริ้วรอยเหี่ยวย่นแล้วล่ะก็ เรามักจะพูดกันถึงเรื่องของคอลลาเจนบ่อยๆ นั่นเพราะคอลลาเจน คือ โปรตีนชนิดหนึ่ง ที่อยู่ใต้ชั้นหนังแท้เป็นโปรตีนแห่งความสวย ซึ่งมีปริมาณ 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย มีหน้าที่เสริมความเรียบตึงของผิวหนัง ทำให้แข็งแรง เรียบเนียน ซึ่งจะอยู่คู่กับโปรตีนอีกชนิดคือ "อิลาสติน" ในขณะที่คอลลาเจนมีหน้าที่เสมือนโครงสร้างของผิว และทำให้ผิวเต่งตึง อิลาสตินจะมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้ผิว ทำให้ผิวไม่มีริ้วรอย เมื่อถึงวัยที่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ร่างกายจะลดการผลิตคอลลาเจนลง ความเสื่อมของคอลลาเจนจึงมีมากขึ้นตามอายุ โดยสังเกตได้ว่า ผิวเริ่มเหี่ยวย่น มีริ้วรอยต่างๆ อวัยวะภายในร่างกายเริ่มเสื่อม ผิวพรรณแห้ง ขาดความชุ่มชื้น ดังนั้นเราจึงต้องรักษาสภาพผิวให้ดี การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยชะลอความเสื่อมของผิวได้ โดยสามารถเลือกรับประทาน ผัก ผลไม้ หรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า การรับประทานคอลลาเจนที่สกัดจากปลาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น และมีความยืดหยุ่นอีกด้วย

5. พัฒนาเซลล์สมอง
โอเมก้า-3 ชนิด DHA เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเซลล์สมอง และดวงตาของเด็กทารก โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนก่อนคลอด การขาดกรดชนิดนี้จะมีความสัมพันธ์กับโรคสมาธิสั้น และการเรียนรู้ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ควรบริโภคปลาเช่นกัน ส่วนความสำคัญของโอเมก้า-3 ในผู้ใหญ่และคนสูงอายุ คือจะช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด และเพิ่มระดับไขมันชนิดดี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดได้ ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ยากขึ้น ช่วยลดความดันโลหิตได้เล็กน้อย ลดอุบัติการของโรคหลอดเลือดหัวใจ ผลจากการลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด จึงสามารถป้องกันโรคความจำเสื่อม แก้ปัญหาโรคอัลไซเมอร์เมื่ออายุมากขึ้น

http://clg500.exteen.com/20091125/entry


อันตรายจากการกินเนื้อสัตว์

๑. เลือดและเนื้อของสัตว์เป็นพิษ ก่อนที่สัตว์จะถูกฆ่าโดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ ๆ ซึ่งมีจิตสำนึกค่อนข้างสูงเช่น วัว ควาย หมู สัตว์เหล่านี้จะเกิดความกลัวสุดขีดและพยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ในช่วงเวลานั้นชีวะเคมีในตัวสัตว์จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเกิดขึ้น ฮอร์โมนที่เป็นพิษจำนวนมากจะถูกขับออกมาโดยเฉพาะสารแอดรีนาลิน พิษของฮอร์โมนนี้จะแพร่กระจายแทรกซึมเข้าไปในเลือดและเนื้อทุกส่วน แม้ว่าสัตว์นั้นจะตายไปแล้ว แต่พิษนั้นก็ยังคงอยู่ต่อไป

สารแอดรีนาลินนี้สามารถพบได้ในร่างกายของคนเราด้วยเช่นกัน มันจะหลั่งออกมามากในขณะที่บุคคลผู้นั้นเกิดอารมณ์โกรธเกลียด เครียดแค้น หรือตกใจกลัวสุดขีด เพราะฉะนั้นคนที่อารมณ์รุนแรงและตึงเครียด โมโหร้าย เจ้าอารมณ์ มักมีสุขภาพร่างกายไม่ดี ใบหน้าหมองคล้ำ ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ เสมอ แก่เกินวัยและตายเร็ว ตรงกันข้ามกับคนที่มีจิตใจดี อารมณ์ดี จะมีใบหน้าสดใส ร่าเริง แก่ช้า อายุยืน และสุขภาพอนามัยดี

๒. สารเคมีในเนื้อ นับตั้งแต่สัตว์ถูกฆ่า ตัดชำแหละเป็นชิ้น ๆ แยกประเภทนำบรรจุเข้าตู้แช่แล้วขนส่งไปยังตลาดจำหน่าย เนื้อสัตว์ต้องตกค้างอยู่เป็นเวลาหลายวันเพื่อรอผู้บริโภคมาซื้อไป กว่าจะถูกปรุงเสร็จเป็นอาหารก็เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ตามธรรมดาเนื้อสัตว์จะคงความสดอยู่ได้ไม่นานก็จะแปรสภาพ สีจะกลายเป็นสีเทาอมเขียว ดังนั้นในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์จึงมีการใช้สารเคมีช่วยยืดอายุการเน่าเสีย และเจือสารรักษาสีให้เนื้อมีสีแดงดูสดนาน สารเคมีเหล่านี้ทางการแพทย์พบว่าเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้

๓. โรคจากสัตว์ มนุษย์มีความรู้เรื่องสุขอนามัย แต่ก็ยังคงเจ็บป่วยเป็นโรคได้ สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ หากินคลุกคลีอยู่กับพื้นดินกินอาหารไม่เลือกจึงมักติดเชื้อและเป็นโรคต่าง ๆ เสมอ ในชนบทเมื่อหมู ไก่ วัว สัตว์เลี้ยงตายลงก็จึงนำไปปรุงอาหารโดยไม่อาจรู้ได้เลยว่าสัตว์นั้นตายด้วยโรคอะไร เชื้อโรคบางชนิดไม่อาจถูกทำลายด้วยความร้อน ผู้บริโภคจึงได้รับเชื้อโรคจากสัตว์ที่ป่วยนั้นเข้าไปโดยตรง

๔.การเน่าเสียเร็ว ในทันทีที่สัตว์ตายลง ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย สารโปรตีนในตัวสัตว์จะจับกันเป็นก้อนพร้อมกับปล่อยเอ็นไซม์ที่มีพิษออกมาทำให้เนื้อเน่าเสียอย่างรวดเร็ว ต่างไปจากพวกพืชผักซึ่งมีโครงสร้างของผนังเซลล์ ไม่สลับซับซ้อนมีความมั่นคงทำให้ขบวนการเน่าเสียเป็นไปอย่างช้ามาก

๕. การขับถ่ายไม่สะดวก เนื้อสัตว์เป็นอาหารที่ไม่ค่อยมีกากหรือเส้นใย ทำให้เคลื่อนตัวไปตามทางเดินอาหารได้ช้ากว่าอาหารประเภทพืชผักถึง ๔ เท่า อาหารเนื้อใช้เวลายาวนานมากกว่าจะถึงระบบขับถ่าย ในระหว่างการย่อยที่ยาวนาน กากอาหารจะถูกดูดเอาน้ำไปมากทำให้ผู้ที่นิยมรับประทานแต่อาหารเนื้อมีอุจจาระแข็ง แห้ง ถ่ายลำบาก มักป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบขับถ่ายหลายอย่าง เช่น โรคท้องผูกเรื้อรัง โรคริดสีดวงทวาร เป็นต้น

---อ่านทั้งหมด


น้ำตาล…อันตรายที่แสนหวาน

เมื่อน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป ร่างกายจะส่งไปเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) และเก็บไว้ได้เป็นจำนวน 50 กรัม หากมากกว่านี้ ตับจะส่งกลับไปที่กระแสเลือดแล้วเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน เพื่อไปสะสมอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว เช่น สะโพก หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน แต่ถ้ายังคงกินน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันก็จะไปสะสมเพิ่มพูนอยู่ตามอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น หัวใจ ตับ ไต เป็นต้น

นอกจากนี้เมื่อน้ำตาลอยู่ในเลือดจะมีผลให้เลือดเหนียวข้นขึ้น เลือดจะไหลช้าลง และนำสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ช้าลง ประสิทธิภาพในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อจะลดลงทำให้เส้นเลือดฝอยตีบตันได้ง่าย และเกิดความเสื่อมกับอวัยวะต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น การกินอาหารรสหวานยังทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปจนกลายเป็นสาเหตุของโรคอ้วนที่จะทำให้ปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกด้วย

สัญญาณเตือนภัย
สัญญาณเตือนว่าร่างกายได้รับอันตรายจากความหวานก็คือ น้ำหนักลดยาก อยากกินหวาน ถ้าไม่ได้กินจะรู้สึกหงุดหงิด มีผมหรือขนขึ้นในที่ที่ไม่ควร ผมร่วง มีสิวขึ้น ในรายที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปจะเกิดซีสต์ที่รังไข่ และประสบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความดันสูง นิ่ว ไต เบาหวาน เส้นเลือดหัวใจตีบ และไขมันแทรกในตับ นอกจากนี้ผู้ที่ชอบกินหวาน ผิวหนังจะมีสภาพเป็นกรดที่พร้อมจะให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ง่ายอีกด้วย

ในประเทสสหรัฐอเมริกาได้บัญญัติโรคที่ชื่อว่า Syndrome X ไว้เป็นกลุ่มอาการอย่างหนึ่งที่ประกอบด้วยโรค 4 โรค คือ เบาหวาน ความดัน หัวใจตีบ และอัมพาต ซึ่งทั้ง 4 โรคนี้มีสาเหตุร่วมกันคือ “ ความหวาน ”

ใช้น้ำตาลเทียมดีกว่าหรือไม่
น้ำตาลเทียม เช่น Aspartame หรือ Saccharin เป็นสารสังเคราะห์ที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล แต่ให้พลังงานหรือแคลอรี่ต่ำ จึงมักเป็นส่วนผสมอยู่ในอาหารชนิดไดเอต ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้ที่อยากผอม นอกจากนี้ยังเป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลที่แพทย์มักแนะนำให้ใช้ในรายที่เป็นเบาหวาน ซึ่งควรกินภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะผู้บริโภคบางรายมีอาการไมเกรน คลื่นเหียน ท้องร่วง และถ้าใช้ในระยะยาวอาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง สำหรับสารอาหารที่ให้รสหวาน ธรรมชาติและเหมาะจะใช้แทนน้ำตาลก็คือหญ้าหวาน (Stevia) ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในแถบบราซิล และมีการนำมาปลูกทางภาคเหนือของไทย วิธีใช้คือ นำใบที่ตากแห้งมาใส่ในอาหารแทนน้ำตาล ซึ่งจะให้รสชาติอาหารที่กลมกล่อมขึ้นด้วย แต่ไม่ควรใส่มากเพราะจะให้รสที่หวานมาก เนื่องจากในใบมีสารหวานที่หวานกว่าน้ำตาลทราย 250-300 เท่า แต่ไม่ทำให้อ้วน

อ่านต่อ


ปีกไก่ อันตรายจริงหรือ?!

ใครที่ชอบกินปีกไก่ แล้วได้รับอีเมลจั่ว หัวว่า “ปีกไก่มรณะ” โดยเฉพาะสาว ๆ คงตกใจ เพราะมีการให้ข้อมูลว่า ไก่ จะถูกฉีดฮอร์โมนเพื่อเร่งการเจริญเติบโต บริเวณ คอหรือปีก ซึ่งถ้ารับประทานจะมีผลข้างเคียงต่อ ร่างกายอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะผลต่อฮอร์โมนของ สตรี ที่นำไปสู่การเจริญเติบโตของซีสต์ ในมดลูกได้

ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า ไม่มีงานวิจัยที่ชี้ว่ากินปีกไก่แล้วทำให้เกิดซีสต์ที่รังไข่เลย แต่ซีสต์ที่รังไข่อาจ เกิดจากไก่ได้ทางอ้อม คือ กินหนังไก่จนอ้วนมากไป เพราะความอ้วนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด “ซีสต์รังไข่”

ถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีก่อน คือ ราวปี 2542 อาจจะจริง เพราะการฉีดฮอร์โมนนี้นิยมฉีดที่ปีกกับคอไก่ แต่ เดี๋ยวนี้มีข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไม่ให้ใช้ฮอร์โมนเร่งฉีดในไก่แล้ว จากการสอบถามสัตวแพทย์บอกว่า ฟาร์มไก่เกือบ 100 เปอร์ เซ็นต์ไม่ใช้ฮอร์โมนแล้ว ไม่ว่า จะแบบฉีดหรือฝังใต้หงอน พูดง่าย ๆ ว่าคนที่กินไก่หลัง พ.ศ. 2542 น่าจะสบายใจได้เรื่องฮอร์โมน อีกทั้งฮอร์โมนแพงมาก ไก่เดี๋ยวนี้เลี้ยงกันราว 40-45 วัน คือให้สั้นที่สุดจะได้ไม่เปลือง ฉะนั้นเขา ไม่ลงทุนกับฮอร์โมนแพง ๆ เป็นแน่ ในยุคนี้ถ้า จะเร่งด้วยฮอร์โมนเขาจะใช้ฮอร์โมนจากธรรมชาติเช่น “กวาวเครือขาว” ที่มีสารคล้ายเอสโตรเจนอยู่ อย่างไรก็ดีอาจมีสารตกค้างจากอาหารที่เลี้ยงไก่บางอย่างแทน โดยสารพิษหรือยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนในอาหารไก่พอไก่กินเข้าไปจะละลายอยู่ตามไขมันในตัว โดยเฉพาะหนังไก่ คอไก่ ปลายปีกที่มีหนังเยอะ

บริเวณไหนของไก่ที่อันตรายน้อยที่สุด?
ส่วนที่เป็นอกดีที่สุดเพราะมีมันน้อย จะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับยาพิษตกค้างที่มักละลายอยู่ในมันไก่ รองลงมา เป็นส่วนใดก็ได้ที่เป็นเนื้อล้วนมีมันแทรกน้อย เช่น น่องและตะโพก เพราะพวกสารเคมีเป็นพิษต่าง ๆ ถ้าจะปนในไก่มักจะปนในไขมัน ดังนั้นท่านที่ชอบทานหนังไก่ทอดร้อน ๆ หอมอร่อยต้องระวัง

การนำไก่มาปรุงอาหาร วิธีการปรุงที่ดีที่สุด คือ ปรุงแบบไม่ต้องใช้น้ำมัน เช่น ต้ม ย่าง นึ่ง มีเคล็ดอยู่บ้างตรงที่ถ้าต้มไก่ก็พยายามช้อนเปลวมันที่ลอยฟ่องอยู่ออกเป็นระยะจะได้ลดสารพิษลง ถ้าย่างก็ลอกหนังออกบ้างก่อนก็ดี เพราะมันจะมีสารก่อมะเร็งเยอะอยู่

กินเนื้อไก่บ่อย ๆ มีโทษหรือไม่?
ไม่มีปัญหา ยกเว้นถ้าเป็น “เกาต์” คงต้องระวัง เพียงแต่สลับกันกับเนื้อสีขาวอย่างอื่นด้วยก็จะดี ตามหลักของการกินให้หลากหลายเช่นสลับกับเนื้อปลา ไข่ขาว เต้าหู้บ้างก็ได้

เนื้อไก่อยู่ในกลุ่มเนื้อสีขาว (White meat) ถือเป็นโปรตีนย่อยง่าย ไขมันน้อย โดยเฉพาะเนื้อไก่งวงที่กระด้างเหมือนกระดาษ ถ้าเทียบกับเนื้อวัวเนื้อหมูแล้วเนื้อไก่ก่อให้เกิด “ภูมิแพ้” น้อยกว่า ถ้าใครเป็นภูมิแพ้เรื้อรังไม่หายหรือ เด็ก ๆ มีภูมิแพ้เรื้อรัง เปลี่ยนมากินเนื้อไก่แทนเนื้อวัวก็ดี

เนื้อไก่ไม่ค่อยทำให้แพ้ง่าย เพราะกรดอะมิโนในเนื้อไม่ค่อยมากหน้าหลายตาเท่าเนื้อวัว ถึงขนาด รพ. ศิริราช เอาเนื้ออกไก่มาบดทำเป็นน้ำเรียก “นมไก่” ให้เด็กภูมิแพ้กินแทน นมวัว

มีคนชอบพูดว่า กินไก่ที่เร่งฮอร์โมนแล้วทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วจริงหรือไม่?
การเป็นหนุ่มสาวเร็วนี้ถือเป็นโรคอย่างหนึ่งเรียก “โรคหนุ่มสาวก่อนวัย” ซึ่งเหตุหนึ่งมาจากการที่มีมวลไขมันพอกตัวเยอะ ในเด็กที่ชอบกินไก่ทอดหรือหนังไก่จะทำให้มีโอกาสสูง อีกประการหนึ่งคือจากฮอร์โมนไก่ละลายเข้าในไขมันคน คือ ไก่ในยุคก่อนปี 2542 ยังมีการใช้ฮอร์โมนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ฮอร์โมนเหล่านี้มักละลายในไขมันดี เด็กกินเข้าไปก็เก็บสะสมไว้ในไขมันกินบ่อยมากเข้า จึงมีส่วนทำให้เกิด “โรคหนุ่มสาวก่อนวัย” ได้

ท้ายนี้คงต้องบอกว่า ไก่ในปัจจุบันมีความปลอดภัย ฟาร์มต่าง ๆ ไม่ได้ใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงไม่ได้ทำให้เกิด “ซีสต์รังไข่” แต่ซีสต์ที่รังไข่อาจเกิดจากไก่ได้ทางอ้อม คือการ กินหนังไก่จนอ้วนมากนั่นเอง.

http://www.talkystory.com/



มะพร้าวและน้ำมันมะพร้าว

มะพร้าวเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติของคนไทย ดังจะเห็นได้จากความแพร่หลายของการใช้กะทิและมะพร้าวขูดในการประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน รวมทั้งการใช้น้ำมันมะพร้าวสำหรับทำอาหารและประโยชน์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหาร
ต้นไม้แห่งชีวิต มีแต่ดีและดีกับสุขภาพ

น้ำมันมะพร้าวไม่ทำให้โคเลสเตอรอลสูง ไม่ทำให้เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ตรงกันข้ามจากการวิจัยพบว่า น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (virgin coconut oil) ช่วยลดโคเลสเตอรอลรวม LDL และเพิ่ม HDL ซึ่งดีกับสุขภาพของหัวใจ

มะพร้าวไม่ทำให้อ้วน แต่เป็นอาหารช่วยลดน้ำหนัก จากการวิจัยพบว่า กรดไขมันอิ่มตัวในมะพร้าวช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย

มะพร้าวต้านเชื้อโรคหลากหลายชนิด ทั้งไวรัส แบคทีเรีย โปรโตซัว และเชื้อโรคอื่นๆ ช่วยป้องกันโรคติดต่อต่างๆ แต่พิเศษกว่าที่มีคุณสมบัติต้านไวรัสเอชไอวีด้วย นักโภชนาการจึงเทียบค่ามะพร้าวเป็น functional food กล่าวคือ นอกจากเป็นอาหารแล้วยังมีสรรพคุณป้องกันและรักษาโรคได้

น้ำมันมะพร้าวบำรุงเส้นผม ให้อ่อนนุ่มเป็นเงางาม ช่วยรักษาผิวให้อ่อนเยาว์ด้วยการกำจัดเซลล์ผิวหนังตายที่ทับถมกันจนทำให้ผิวแห้ง รักษาโรคผิวหนัง อีกทั้งป้องกันรังแค

น้ำมันมะพร้าวในครัวไทย
คนไทยสมัยก่อน มักมีต้นมะพร้าวภายในบริเวณบ้านเพื่อเก็บผลมาใช้ทำอาหาร และใช้ส่วนอื่นๆของมะพร้าวให้เป็นประโยชน์กับการดำเนินชีวิต ดังที่เรียกขานกันว่ามะพร้าวคือ “ต้นไม้แห่งชีวิต” แทบทุกบ้านรู้จักนำเนื้อมะพร้าวที่เหลือมาคั้นกะทิและเคี่ยวเอาน้ำมันไว้ใช้ประโยชน์

ทางเลือกในการใช้น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหาร
น้ำมันมะพร้าวสำหรับการบริโภคที่มีวางจำหน่ายในเมืองไทย แบ่งเป็นประเภท ดังนี้

1. น้ำมันมะพร้าวกลั่นจากโรงงาน (refined) หรือน้ำมันมะพร้าวที่ผ่านกรรมวิธี เป็นน้ำมันที่หีบจากมะพร้าวแห้ง แล้วผ่านกรรมวิธีกำจัดกรด ฟอกสี และกำจัดกลิ่น แต่ที่บรรจุขายในปี๊บ เป็นน้ำมันมะพร้าวผสมน้ำมันปาล์ม ในอัตราส่วน 1:1 หรือมากกว่า ส่วนน้ำมันมะพร้าว 100% มักนำส่งป้อนโรงงานผลิตไอศกรีม เครื่องสำอาง และสบู่ เป็นหลัก

2. น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (virgin coconut oil) ที่สกัดด้วยวิธีหมักกะทิให้ตกตะกอนแยกชั้นกาก ชั้นน้ำมัน และชั้นน้ำ แล้วตักเฉพาะน้ำมันมากรองบรรจุใส่ขวด สีน้ำมันจะใสขาว

3. น้ำมันมะพร้าวธรรมชาติแบบเคี่ยว เป็นวิธีการดั้งเดิมที่เคี่ยวหัวกะทิจนแตกมัน น้ำระเหยไปหมด เหลือเพียงน้ำมัน

http://www.horapa.com/


LU KK --- ถ้าเราสังเกตุฟันของเรา ถ้าเรากินเนื้อสัตว์ดิบๆ เราจะไม่สามารถเคี้ยวได้แน่ๆ เราไม่มีฟันที่คมและแข็งแรงเหมือนสัตว์กินเนื้อ เพราะเราเป็นสัตว์กินพืช ฉนั้นการกินเนื้อจึงไม่เหมาะกับร่างกายมนุษย์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว และกระเพาะจะต้องทำงานหนักในการย่อย

จากข้อมูลข้างบน กินปลากับผักได้แค่นั้นเหรอ

คุณก็ใช้ชีวิตไปตามปกติครับ ถ้าอยู่หอ คุณต้องซื้ออาหารกินอยู่แล้ว อาหารบนห้างก็จะสะอาดกว่าอาหารข้างทาง การทำอาหารได้เองจะปลอดภัยและสะอาดที่สุด ลองผัดผักกินเองดูครับ ทำไม่ยาก ใช้กระทะไฟฟ้าก็ได้ ซุปข้าวโพด ซุปเห็ด แบบซองก็อร่อยดี ถ้าเบื่อมาม่า กับโจ๊กซอง ไข่นี่เราสามารถกินได้ทุกวันครับ ง่ายๆ แต่มีประโยชน์ มีพวกไส้กรอก แฮม ที่เป็นซองไว้ก็ดีครับ กินเป็นอาหารเช้า พร้อมไข่ดาวกับกาแฟได้

ลองเริ่มทำอาหารทานเองดูครับ เริ่มจากเมนูง่ายๆ เริ่มจากพวกอาหารซองก่อนก็ได้ และจะช่วยประหยัดรายจ่ายได้มากๆ เลยทีเดียว

ควรใช้กาต้มน้ำ มากกว่าที่จะต้มด้วยไมโครเวฟ น้ำตาลก็ใส่ให้น้อยลง กับกาแฟใช้น้ำตาลทรายแดงก็หอมกว่าและดีกว่าน้ำตาลทราย ผมก็จะลดการกินน้ำตาลเทียมลงแล้วหละ โรคเบาหวานอันตรายน้อยกว่าโรคมะเร็ง

รับประทานเนื้อหมู เนื้อวัวให้น้อยลง กินผักมากขึ้น เมนูปลาอร่อยๆ เยอะแยะ เพื่อนเล่าให้ฟังว่า คนกินเจ ตัวจะหอม เข้าใจว่าเธอจะมีกลิ่นตัวไม่แรงเหมือนคนกินเนื้อ ทำไงจะรู้ว่าหอมจริงป่าว....


ย้ายบ้าน - Dream Homes






AgeLoc Technology & Antioxidant
สารต้านอนุมูลอิสระและชลอความชรา



วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เคลื่อนย้าย ความทรงจำและวัฒนธรรม


Huge Moves

สารคดีชุดนี้ ออกอากาศที่ช่อง ทีวีไทย หลังเที่ยงคืนในรายการ มิติโลก

สิ่งก่อสร้างบางอัน ต้องเคลื่อนย้ายไปทั้งหมดพร้อมกัน เพราะมันตัดเป็นชิ้นไปจะทำได้ยากกว่า และอาจจะประกอบกับคืนไม่ได้ และที่สำคัญต้องการจะรักษาสภาพของสิ่งนั้นให้สมบูรณ์ที่สุด ให้เสียหายจากการเคลื่อนย้ายน้อยที่สุด โดยมากจะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีอายุมาก เช่น บ้านเก่า สถานีรถไฟเก่า หรือ รถจักรไอน้ำ

สารคดีเรื่องแรกที่ได้ดูคือ การเคลื่อนย้าย ไซโลเก็บผลผลิตพืช ขนาดทั้งสูงและใหญ่ ประมาณตึก 7-8ชั้น มีทั้งหมดสามอาคาร ที่จับแยกเคลื่อนย้าย กับระยะทาง 22ไมล์ (36 กม.) ด้วยความเร็วของรถไม่ถึง 1ไมล์/ชม. ใช้เวลาถึงเป้าหมายเป็นเดือน มีผู้ที่ต้องการเก็บไซโลนี้ไว้ เพราะเป็นสิ่งที่ผูกพันกับประชาชนในเมืองนี้ จึงไม่อยากให้มีการทำลายทิ้งไป

ต้องใช้ความละเอียดและอดทนมากๆ ในการเคลื่อนย้ายไปทีละนิดเหมือนห้อยทาก ตื่นเต้นยิ่งกว่าดูหนังผีกับหนังแอ็คชั่น ในเรื่องเดียวกัน แต่หา vdo ของเรื่องนี้ไม่เจอ ครับ

และมหัศจรรย์มากๆ กับ สถาปัตยกรรมอันโบราณเก่าแก่ของอียิปต์ ที่จะมีน้ำท่วมในบางเดือน และทำให้โบราณสถานเสียหายไปมากแล้ว จึงจำเป็นต้องย้าย โดยตัดบางส่วนที่สำคัญเอาไปเก็บไว้บนยอดเนินเขา เพื่อรักษาไว้ไม่ให้ถูกทำลายจากน้ำท่วม

Moving Ancient Egypt


Moving Ancient Egypt - P2


Moving Ancient Egypt - P5


ดู P3, P4
http://www.youtube.com/watch?v=iwPXtz7hnx0&feature=related

----ภาพตัวอย่าง ไซโล


รายการชีพจรโลก ของเนชั่น ออกอากาศทางช่อง 9 มีการสัมภาษณ์คนไทยสามคนที่มีผลงานในระดับโลก

คนแรก ทฤษฎี ณ พัทลุง เป็นวาทยกร (Conductor) อายุ 24ปี ที่ได้อำนวยเพลงให้กับวงออร์เคสต้าในต่างประเทศ

หลังจากที่จบ ม.3 พ่อของเขาเห็นแววว่าลูกน่าจะเดินไปในเส้นทางนี้ จึงให้ออกจากโรงเรียนและส่งไปเรียนเพื่อเป็นวาทยากร

หลายคนคงรู้จัก บันฑิต อึ้งรังษี กันบ้างแล้ว เขาตัดสินใจจะเป็นวาทยกรตอนอายุ 18 ปี และในปัจจุบันเขาพูดได้ห้าภาษา คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาเลียน และสเปน เพื่อใช้สื่อสารกับนักดนตรีในทวีปยุโรป กับค่าตัวการอำนวยเพลงเป็นหลักแสนต่อครั้ง

ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิง จบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Industrial Design) และเลือกที่จะออกแบบของเล่นเด็ก เพราะเธอชอบเล่นของเล่นมาตั้งแต่เด็ก และยังรู้สึกผูกพันกับของเล่นเด็ก ซึ่งเธอได้รับางวัลในระดับโลกมาแล้ว 10 รางวัล

ส่วนอีกคนเปิดมาดูไม่ทัน ลองรอชมยอดหลังที่
http://www.nationchannel.com/home/news/pastprogram/ชีพจรโลกกับสุทธิชัย/

อาชีพเป็นชีวิต ชีวิตจะมีชีวิตชีวา


By LU KK


William Tell Overture - Trisdee na Patalung






AgeLoc Technology & Antioxidant 





วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คุณชายไฮโซกับคุณหนูโอท็อป

คุณชายไฮโซกับคุณหนูโอท็อป
Hello Miss

ครั้งก่อนยังเขียนเรื่องซีรี่ของจีนอยู่เลย พอดีในเคเบิลทีวีมีช่องต่างๆ ที่ออกอากาศเรื่องราวของเกาหลีหลายช่องเลย เปิดไปเปิดมายังไงก็ต้องเจอ เลยต้องเอามาเขียน เพราะน่าสนใจในการสร้างเนื้อเรื่องอะครับ

เป็นซีรี่ที่น่าจะออกอากาศในบ้านเราแล้ว เนื้อเรื่องของสาวบ้านนอก ที่เป็นทายาทรุ่นที่ 38 ของตระกูลเก่าแก่กับบ้านอายุ 300 ปี ที่ตกทอดกันมาของตระกูล และบ้านหลังนี้ตกเป็นภาระของเธอ เพราะมันหลังใหญ่เกินกว่าที่เธอจะดูแลได้ เธอจึงต้องพยายามหาเงินทุกทางเท่าที่จะทำได้เพื่อรักษาบ้านหลังนี้ไว้

เนื้อเรื่องของซีรี่เรื่องนี้ ได้สร้างเนื้อเรื่องให้มีการเชื่อมโยงกันระหว่าง ยุคสมัยเก่ากับสมัยใหม่ โดยใช้บ้านโบราญเป็นจุดเชื่อมนั้น พร้อมกับมีภาพทิวทัศน์ที่สวยงาม

คงพอจะทราบกันมาบ้างว่า รัฐบาลเกาหลีให้การสนับสนุนธุรกิจบันเทิงของประเทศอย่างจริงจัง ทั้งภาพยนตร์ ละคร หรือ เพลง ซีรี่เรื่องนี้จะมีทั้งเรื่องวัฒนธรรมของเกาหลี สถานที่อันเก่าแก่ ที่มีการผสมเข้ากันกับภาพของชีวิตแบบคนเมืองในปัจจุบัน เหมือนกินสเต็กกับส้มตำ

มีฉากที่ นางเอกคิดถึงแม่ที่เสียชีวิตไป แม่ชอบทำเกี๊ยวไส้กิมจิให้เธอทาน แล้วเธอก็สาธิตวิธีทำเกี๊ยวให้ดูซะงั้นเลย เพื่อเป็นอาหารเย็นให้กับพ่อของเธอ

อีกฉาก พระเอกในชุดสูท จะจับไก่มาเป็นอาหาร จับไปจับมาเลยไปทำ ไหน้ำปลา 80ปี ของคุณย่านางเอกแตกหกหมด นางเอกก็ร้องไห้ใหญ่เลย เธอบอกมันเป็นสมบัติสำคัญของเธอเหมือนกัน เพราะกว่ามันจะออกมาเป็นน้ำปลาไหนี้ได้ต้องผ่านกระบวนการมากมาย เห็นไม๊ครับ เข้าใจหรือยังว่า ปลาร้า ของบ้านเราจะสำคัญแค่ไหน

อะไรที่เขาต้องการนำเสนอ เขาก็จับใส่เข้าไปเลย แบบที่คนดูไม่ได้รู้สึกว่าผิดปกติอะไร

By LU KK

-------Lee Da Hae
------Lee Ji Hoon

อ่านเพิ่มเติม
http://forums.popcornfor2.com/index.php?showtopic=31301





น้ำมันพืช อันตรายหรือป่าว

นำน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธียี่ห้อไหนก็ได้ ลองใส่ภาชนะแล้วตากแดดให้อุณภูมิใกล้เคียงกับภายในของมนุษย์ แล้วตรวจดูความเหนียวหนึบของมัน ลองกับน้ำมันหมูและน้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวเอง แล้วเปรียบเทียบกัน แม่บ้านหลายคนกล่าวว่าการล้างจานชาม ที่เปื้อนน้ำมันหมู น้ำกะทิ และน้ำมันมะพร้าว ทำได้ง่ายกว่า น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีมาก

คราบเหนียวหนึบยึดติดนี้ จะเกิดในลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ หลอดเลือดฝอยไต ( ติดในหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ติดในหลอดเลือดฝอยไต ทำให้เป็นโรคไต วายเรื้อรัง ) จะเห็นได้ว่าปีหนึ่งๆ มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดและหัวใจเป็นอันดับหนึ่ง ติดตามด้วย โรคมะเร็ง

เมื่อน้ำไม่สามารถซึมผ่านคราบน้ำมันในลำไส้เล็ก ร่างกายก็จะขาดน้ำซึ่งควรจะมีอยู่ ๒/๓ ของน้ำหนักตัว สารละลายน้ำเช่นวิตามินบี ซี กรดอมิโน ก็จะกลายเป็นภาระของไตต้องกรอง ไตทำงานหนักมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรากินมากขึ้นตามความเรียกร้องของสมอง เพราะร่างกายที่ขาดสารอาหารละลายน้ำ ยิ่งกินมาก น้ำมันก็ยิ่งอุดตัน ไตก็ทำงานหนักขึ้นอีก แนวโน้มคนป่วยโรคไต ไตวายเรื้อรังมีมากถึง ๒๒ ล้านคน ถ้าไม่หักคนป่วยที่ตายไปแบบเฉียบพลันหรือที่เรียกว่า โรคไหลตาย และไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ต้องฟอกไต (๓ ปี) แล้วตาย ประมาณว่า กึ่งหนึ่งของผู้ที่เป็นโรคอ้วนจะป่วยเป็นโรคไตใน ๑๐-๒๐ ปีขึ้ ึ้นอยู่กับอัตราการบริโภคน้ำมันพืชฯ ส่วนอีกกึ่งหนึ่งก็ตายเพราะโรคมะเร็ง เพราะสารอาหารสำคัญที่ ละลายน้ำไม่ถูกดูดซึมเป็น ๑๐ ปี

อ่านทั้งหมดที่
http://www.pendulumthai.com/smf/index.php?topic=1372.0


------ที่บ้านผู้เขียน ใช้ยี่ห้อนี้แหละครับ กลิ่นหอมดี


น้ำมันมะกอก ดียังไง

น้ำมันมะกอกนอกจากจะเป็นน้ำมันพืชชั้นดี ที่นำมาปรุงอาหารฝรั่ง
ได้อร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมายทีเดียวค่ะ

น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันจากพืชที่แม้จะมีแคลอรี่สูง แต่มีข้อดีคือ
มีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์กับร่างกายสูง และเป็นไขมันชั้นดี
ซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด จึงช่วยป้องกัน
โรคหลอดเลือดหัวใจได้ นอกจากนี้ในน้ำมันมะกอกยังประกอบด้วย
วิตามินวิตามินเอ และอี ที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ทำให้น้ำมัน
มะกอกไม่เหม็นหืน โดยไม่ต้องเติมสารกันหืนเหมือนน้ำมันพืช
บางชนิด

นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษายืนยันว่า น้ำมันมะกอกช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงอีกด้วยค่ะ และล่าสุด ดร.ไมเคิล สโตนแฮมและคณะ จากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ได้ทำการประเมินผลของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และหาความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและน้ำมันมะกอกต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยทำการรวบรวมข้อมูลจากประเทศต่างๆมากถึง 28 ประเทศใน 4 ทวีป พบว่าผู้ที่รับประทานผักรวมทั้งน้ำมันมะกอกเป็นประจำ มีอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่ำอย่างชัดเจนค่ะ จึงเป็นข่าวดีของผู้ที่ปรุงอาหารด้วยน้ำมันมะกอกอีกชิ้นหนึ่งค่ะ นั่นคือน้ำมันมะกอกช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วยค่ะ

มีข้อดีอย่างนี้ ลองนำน้ำมันมะกอกมาปรุงอาหารกันบ้าง ก็น่าจะดีเหมือนกันนะคะ แต่การเลือกซื้อน้ำมันมะกอกสักขวด ควรจะไปทำความรู้จักชนิดของน้ำมันมะกอกกันก่อนจะดีกว่าค่ะ

Extra Virgin Oil เป็นน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ จากการบีบจากลูกมะกอก น้ำมันมะกอกชนิดนี้ จะมีสีเขียวเข้มใส นิยมนำมาใช้ในการทำ สลัด น้ำจิ้ม หรือเครื่องปรุงรสอื่น ๆ

Refined Olive เป็นน้ำมันมะกอกที่ผ่านการกลั่น ราคาจะถูกกว่าชนิดแรก และมีสีเขียวใสกว่า.

Olive Oil เป็นน้ำมันมะกอกที่ให้สีอ่อนกว่าสองชนิดแรก เป็นการ
ผสมระหว่างน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์กับน้ำมันมะกอกที่ผ่านการกลั่น เหมาะสำหรับนำไปใช้ในการปรุงอาหารที่ไม่ต้องการกลิ่นที่รุนแรงหรือสำหรับคนที่เพิ่งลองใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหารค่ะและที่สำคัญราคาก็ถูกกว่าด้วย

จะใช้น้ำมันมะกอกปรุงอาหารได้อย่างไร

1. นำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำน้ำสลัด หรือน้ำจิ้ม

2. นำมาใช้ในการผัด ชนิดที่ใช้น้ำมันน้อย เช่นผัดผักเร็ว ๆ ผัดกระเพรา มักกะโรนี สปาเก็ตตี หรือ พาสต้า

3. นำมาใช้ในการหมักเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ ก่อนที่จะนำไปอบจะทำให้เนื้อนุ่มขึ้น

4. ใช้เป็นน้ำมันสำหรับทอด จะช่วยให้อาหารไม่อมน้ำมันเนื่องจากน้ำมันมะกอกจะให้ความร้อนสูง ทำให้อาหารสุกทั่วถึงอย่างรวดเร็ว ไม่สูญเสียคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วยค่ะ


ที่มา: www.pantown.com


วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

รถเต่า พลัง Biogas


รถ New Beetle คันนี้ชื่อ Bio Bug ขับเคลื่อนด้วยแก๊ซชีวภาพ (Biogas) หรือ ก๊าซมีเทน ถ้าได้แก๊ซจากบ้าน 70 หลัง จะนำมาใช้กับรถคนนี้ให้วิ่งได้ 10,000 ไมล์ ความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 114 ไมล์/ชม. (183 กิโลเมตร) และจะช่วยลดแก๊ซ คาร์บอนไดออกไซด์ด้วย สำหรับพลังงานทดแทนแบบนี้

ไม่กลัวแล้วว่าน้ำมันจะหมดโลก เพราะเราทุกคนสามารถผลิตพลังงานเองได้ทุกวันอยู่แล้ว

ที่มา: dailymail

จะเหมือนกับที่ สวทช. ใช้มูลสัตว์เอามาทำแก๊ซหุงต้ม อะครับ


หลังจากที่กระแสเกาหลีเข้ามากลบกระแสอื่นตกขอบไปหมด ทีวีช่อง 3 ก็จะมีละครจีน ฮ่องกง ออกมาบ้าง ใครเคยเป็นแฟนละครจีนคงจะจำดาราหลายๆ คนได้

ละครเรื่อง เกมธุรกิจ ชีวิตมายา เป็นเรื่องราวของสามสาวพี่น้อง บนเกาะฮ่องกง พี่สาวคนโต เป็นผู้จัดการส่วนตัวดารา ที่สามีไปมีลูกกับภรรยาใหม่ สาวคนที่สอง เป็นพนักงานขายเพชร ที่ยังโสด ส่วนน้องคนเล็ก เป็นดาราที่ล้มลาย พร้อมกับการเป็นหม้าย เพราะสามีทำธุรกิจขาดทุน และหนีหนี้ออกนอกประเทศ

เนื้อเรื่องแบบนี้ คุณจะไม่ค่อยได้เห็นกับละครเกาหลี หรือ ละครญี่ปุ่น เป็นเนื้อเรื่องที่เป็นแบบของละครฮ่องกง ซึ่งเป็นเกาะธุรกิจที่มีมหาเศรษฐีติดอันดับโลก

ตัวละครจะเยอะมาก ไม่รู้ใครเป็นใคร บ้านไหนทำธุรกิจอะไร ถ้าไม่ได้ติดตามตลอดจะดูไม่รู้เรื่องเลย เพราะจะมีตัวละครเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ จนเต็มหน้าจออย่างในภาพอะครับ

ฮ่องกง เป็นเกาะที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ชาวเมืองจึงมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ นามสกุลจีน และมีวัฒนธรรมแบบผสมผสาน

ตัวปัญหาของเรื่องคือ น้องสาวคนเล็ก ที่ถูกฟ้องล้มละลายเพราะการล้มละลายของสามี จึงต้องมายืมเงินพ่อ แม่ ไปใช้หนี้ เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้าด้วย ห้องรับแขกของเธอ จะมีรองเท้าอยู่ในตู้โชว์สูงท่วมหัวเป็นกำแพงเลย คงมีหลายร้อยคู่ ถ้าเป็นบ้านเราคงไม่ทำกัน เพราะร้องเท้าไม่ควรจะอยู่สูงกว่าศีรษะ และจะเอามาโชว์อะไรซะขนาดนั้น เป็นภาพที่แสดงถึงความฟุ้งเฟื้อของโลกทุนนิยม

จากภาพตัวอย่าง น้องสาวคนเล็กคงจะไปลงเอยกับนักธุรกิจรุ่นพ่อ ซึ่งเป็นพ่อของชายคนที่จะไปรักกับพี่สาวคนรอง แค่นี้ก็เริ่มอีรุงตุงนังแล้ว

ถ้าใครดูละครเกาหลีเบื่อแล้ว ลองมาดูละครจีนดูบ้างครับ เนื้อหาเข้มข้น ตัวละครเต็มจอเลย แล้วคุณจะได้เห็นภาพของคำว่า ธุรกิจคือธุรกิจ ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร

By LU KK

สวัสดีบางกอก - ผีมะขาม 16.8.10 1/3


สวัสดีบางกอก - ผีมะขาม

ผู้กำกับ พูดถึง นางเอก ว่า “ผมเคยได้ยินชื่อเธอมาบ้างว่าเป็นนักร้อง แต่นึกหน้าไม่ออก ทีมงานเลยเอารูปมาให้ดู ชื่อ แคล (แคลลอรีน นีมะโยธิน) เกิดที่เมืองนอก แต่หน้าตาบ้านมากๆ เห็นแล้วก็คิดว่าเหมาะกับบทนี้”

ฟังทั้งหมดจากเบื้องหลัง ครับ

และพูดถึง กรุงเทพ ว่า “เป็นเมืองที่เวลาดีใจ ก็เสียงดังมาก พอเสียใจ ก็เงียบไปเลย”
“กรุงเทพ เหมือนเมีย คือ ผ่านช่วงหลงไหล ตอนหนุ่มสาวมาแล้ว”

เบื้องหลังหนังสั้น - ผีมะขาม 16.8.10 2/2



สมัครสมาชิกฟรี
1loveshopping

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กรุงเทพฯ ที่รัก



หนังสั้นเรื่อง กรุงเทพที่รัก จะทำแบบกึ่งสารคดี ถ่ายทำจากสถานที่จริง และให้คนต่างจังหวัดที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพ ได้เล่าเรื่องของตัวเองว่า รู้สึกยังไงกับกรุงเทพ

ลองชมดูครับ ผมก็ชอบนะสำหรับเรื่องนี้ และยังทำให้ผม นึกถึงสมัยที่ทำงานอยู่แถวซอย สุขุมวิท 24 ตอนนั้น เอ็มโพเลี่ยม กำลังก่อสร้างอยู่เลย


สวัสดีบางกอก-กรุงเทพที่รัก10.8.10 1/3


Sawasdee Bangkok สวัสดีบางกอก - พี่-น้อง 9.8.10 2/4



เพลง Country เป็นวัฒนธรรมของคนผิวขาว ซึ่งอาจจะเป็นวัฒนธรรมเด่นชัดอัดเดียวที่มี สำหรับการเป็นคนอเมริกันผิวขาว เพลงบลู และ แจ๊ส ก็เป็นวัฒนธรรมของคนผิวสี และในขณะนี้วงการเพลงของอเมริกันเหมือนจะไม่มีอะไรใหม่ ที่จะสร้างสีสันหน่อยก็มี Lady Gaga

เลยเข้าใจว่า ฝรั่งเขาคงกลัวเพลง Country จะมีคนฟังน้อยลง ทางช่องข่าว Fox News จึงต้องเอาออกมาคั่นรายการ ให้คนได้ชมได้ฟังกันมากขึ้น

ส่วนเพลง สวัสดีบางกอก จะเป็นเพลงลูกกรุง เกิดจากเพลงไทยเดิม มาผสมกับเพลงสากล และถ้าเป็นเพลงลูกทุ่ง ก็จะเป็นเพลงพื้นบ้าน มาผสมกับเพลงสากล หรือจะเรียกว่า Thai Country ก็น่าจะได้


เพลงสวัสดีบางกอก


Amy Speace - 'Step Out Of The Shade' - Fox 7 News, Austin, Texas